Champions of De-Growth
Offer Alternatives to Destructive 'Extractivism'
Global South invited to
‘de-grow’ at international conference:
by Claudia Ciobanu
แชมเปี้ยนของค่าย “เลิกโต”
เสนอทางเลือกแทน “ลัทธิเจาะสกัด” หายนะ
ซีกโลกใต้ถูกเชื้อเชิญให้
“เลิก-ขยายตัว” ที่การประชุมระหว่างประเทศ
โดย คลอเดีย ซิโอบานู
(ดรุณี ตันติวิรมานนท์ แปล)
VENICE - “We should find the way, with our small degrowth
movement in the global North, to align ourselves with the environmental justice
movement originating with indigenous peoples from the South,” Catalan
ecological economist Juan Martinez-Alier said at the third international
degrowth conference in Venice, Italy.
เวนิส- “เราน่าจะหาทางได้, ด้วยขบวนการ “เลิกโต” น้อยๆ ของเรา
ในซีกโลกเหนือ, เพื่อจัดแถวของเราให้อยู่ในแนวเดียวกับขบวนการสิ่งแวดล้อมเป็นธรรม
ที่ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมจากซีกโลกใต้เป็นผู้เริ่มต้น”, นักเศรษฐศาสตร์นิเวศคาทาลาน,
ฮวน มาร์ติเนส-อัลลิเยอร์, กล่าว ในที่ประชุมนานาชาติ “เลิกโต”
ครั้งที่สามในกรุงเวนิส, อิตาลี.
Degrowth is popular concept particularly in France, Italy
and Spain, and is slowly gathering fans in other parts of Europe and North
America. It argues that a democratic collective decision to consume and produce
less in the global North is the most appropriate solution for the multiple
crises facing the world today.
เลิกโต เป็นกรอบคิดที่นิยมกันกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน, และกำลังค่อยๆ มีแฟนมากขึ้นในส่วนอื่นของยุโรปและอเมริกาเหนือ. กรอบคิดนี้ โต้ว่า การตัดสินใจร่วมอย่างเป็นหมู่คณะแบบประชาธิปไตย
เพื่อบริโภคและผลิตน้อยลงในซีกโลกเหนือ
เป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรับมือกับวิกฤตทบทวี
ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้.
Renouncing economic growth in the North, say the proponents,
would not only allow humanity to stay within the ecological limits of the
planet but also contribute to restoring global social justice.
ด้วยการปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจในซีกโลกเหนือ,
ผู้สนับสนุนกล่าวว่า,
จะไม่เพียงยอมให้มนุษยชาติยังชีพอยู่ได้ในขอบเขตจำกัดเชิงนิเวศของผืนพิภพ
แต่ยังมีคุณูปการต่อการกอบกู้ความเป็นธรรมในสังคมโลกด้วย.
In practice, degrowth is compatible with grassroots projects
such as food cooperatives, urban gardening, local currencies, co-housing
projects, waste reduction and reuse initiatives, or the ‘transition towns’ idea
originating in the UK. It allows for cooperation with local, regional and even
national authorities, albeit not heavily relying on governmental measures, and
it is anti-corporate.
ในทางปฏิบัติ, เลิกโต อยู่ร่วมกันได้กับโครงการรากหญ้า เช่น
สหกรณ์อาหาร, สวนในเมือง, สกุลเงินตราท้องถิ่น, โครงการที่อยู่อาศัยแบบแบ่งปัน,
การริเริ่มเพื่อลดขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่, หรือ “เมืองเปลี่ยนผ่าน”
อันเป็นความคิดที่ถือกำเนิดในสหราชอาณาจักร.
ความคิดนี้ เปิดทางให้มีการร่วมมือกับผู้มีอาณัติหน้าที่ได้ในระดับท้องถิ่น,
ภูมิภาค และแม้แต่ระดับชาติ, แม้ว่า มันจะไม่ได้อิงมาตรการรัฐบาลมากนัก,
และมันก็ต่อต้านบรรษัทด้วย.
Proponents of de-growth champion the concept of “buen
vivir”, a vision of life in which the well-being of human and the rest of the
natural world are considered as interrelated and pursued at the same time.
ผู้สนับสนุน การเลิกโต เป็นแชมเปี้ยนของกรอบคิด “buen vivir”, อันเป็นวิสัยทัศน์ของชีวิต ที่ความอยู่ดีของมนุษย์และส่วนอื่นของโลกธรรมชาติ
ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงต่อกัน และก็ถูกแสวงหาในเวลาเดียวกัน.
The third international degrowth conference that took place
Sep. 19-23 in Venice in Italy brought together about 600 activists and
intellectuals to discuss issues as varied as food sovereignty, the energy
transition, a minimum guaranteed income, the debt crisis, and participative
politics. Among these, one of the most visible themes this year has been the
increased attention paid to solutions to the global crises stemming from the
global South and their compatibility with the degrowth vision.
การประชุม เลิกโต นานาชาติครั้งที่สามนี้ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน ที่เวนิส ในอิตาลี ได้นำนักกิจกรรมและปัญญาชน ประมาณ
600 คน มาอภิปรายประเด็นต่างๆ เช่น
อธิปไตยทางอาหาร, การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน, การประกันรายได้ขั้นต่ำ,
วิกฤตหนี้,และการเมืองแบบมีส่วนร่วม.
ในบรรดาประเด็นเหล่านี้, หัวข้อที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้ คือ
ความสนใจมากขึ้นต่อทางแก้ไข วิกฤตต่างๆ ของโลก ที่เกิดขึ้นในซีกโลกใต้
และความเข้ากันได้ของซีกโลกใต้กับวิสัยทัศน์ เลิกโต.
Martinez-Alier was speaking about the need for convergence
between degrowth and environmental justice movements in the global South
following a showing of the movie Yasuni ITT: El Buen Vivir which depicts
struggles around the exploration of oil resources in the Yasuni biosphere in
the Ecuadorian Amazon, threatening the lifestyles and even lives of indigenous
peoples there, the kichwas and the waoranis.
มาร์ติเนส-อัลลิเยอร์ กำลังพูดถึงความจำเป็นที่ ขบวนการเลิกโต และ
สิ่งแวดล้อมเป็นธรรม จะมาบรรจบกันในซีกโลกใต้ หลังจากการฉายภาพยนตร์ “Yasuni ITT: El Buen Vivir” ที่แสดงถึงการดิ้นรนต่อสู้รอบๆ การสำรวจแหล่งน้ำมันใน พื้นผิวและบรรยากาศโลก ยาซูนี ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
ในพื้นที่ป่าอเมซอนของอีกัวดอร์, ที่คุกคามวิถีชีวิต
และแม้แต่ชีวิตของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม, ชาว กิชวาส และ ชาววาโอรานิส.
According to the ecological economist, degrowth activists
working towards radically reducing consumption in the global North should align
their struggle with that of social movements fighting against extractive
projects in Latin America: for one, reducing consumption in the North would
diminish demand for those natural resources mined for in the Amazon and other
pristine natural areas; for another, indigenous victories to preserve homelands
intact also mean less pollution from mining and big infrastructure projects and
less of a push in the direction of disastrous climate change.
ตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เชิงนิเวศ, นักกิจกรรมเชิงเลิกโต ที่กำลังทำงานเพื่อลดการบริโภคแบบถอนรากถอนโคน
ในซีกโลกเหนือ ควรจัดกระบวนทัพการดิ้นรน
ให้อยู่ในแนวเดียวกับ การขับเคลื่อนทางสังคม ที่กำลังต่อสู้กับโครงการเจาะสกัด
ในลาตินอเมริกา: สำหรับด้านหนึ่ง, การลดการบริโภคในซีกเหนือ
จะช่วยลดอุปสงค์
ที่ผลักดันให้ต้องขุดเจาะสกัดทรัพยากรธรรมชาติจากอเมซอนและพื้นที่ธรรมชาติดั้งเดิมอื่นๆ; สำหรับด้านอื่น, ชัยชนะของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม
ในการธำรงรักษาบ้านเกิด ก็หมายถึง มลพิษลดลงจากโรงเหมือง และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
และลดการผลักไสไปสู่ทิศทางแห่งความหายนะจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง.
According to Colombian anthropologist Arturo Escobar,
degrowth offers answers about how the global North can act to tackle the global
crises, but – being created by the global North for the North – it has, and
should have, little to say about how the global South should move ahead.
Instead, what degrowth activists and researchers can do is create a
“significant conversation with the global South” and work together with activists
and intellectuals from there “to see from the perspective of Southern social
movements.”
ตามความเห็นของนักมานุษยวิทยา โคลัมเบีย อาร์ตูโร เอสโคบาร์,
เลิกโต เสนอคำตอบว่า ซีกโลกเหนือสามารถปฏิบัติการที่แก้ปัญหาวิกฤตโลกได้อย่างไร,
แต่—ความที่มันถูกสร้างขึ้นโดยชาวซีกโลกเหนือเพื่อชาวเหนือ—มันมี, และก็ควรจะมี, เพียงนิดเดียวที่จะบอกชาวซีกโลกใต้ว่า
ควรจะเดินหน้าอย่างไร. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น, สิ่งที่นักกิจกรรมและนักวิจัยเชิงเลิกโต
สามารถทำได้ คือ สรรสร้าง “การสนทนาที่มีนัยสำคัญกับซีกโลกใต้”
และทำงานร่วมกับนักกิจกรรมและปัญญาชนจากที่นั่น
“เพื่อมองจากมุมมองของการขับเคลื่อนทางสังคมในซีกโลกใต้”.
Escobar explained that the most promising directions of
change in the South are coming from some social movements in Latin America,
primarily indigenous, black and peasant movements.
เอสโคบาร์ อธิบายว่า
ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงในซีกโลกใต้ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด มาจากบางขบวนการทางสังคมในลาตินอเมริกา,
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนของคนพื้นเมืองดั้งเดิม, คนผิวดำ และชาวนา.
According to the anthropologist, the Latin American
continent is at the moment experiencing three types of societal change
projects. One model is “conventional modernisation”, that is, a promotion of
neo-liberal pro-globalisation policies in Mexico and Colombia, which, according
to Escobar, “are by no coincidence the closest allies of the U.S. in the region
and have the highest degree of violence and political control.”
ตามความเห็นของนักมานุษยวิทยา, ทวีปลาตินอเมริกา ในขณะนี้ กำลังมีประสบการณ์กับโครงการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมสามประเภท. โมเดลหนึ่ง คือ “ความทันสมัยตามประเพณีนิยม”,
นั่นคือ, การส่งเสริมเสรีนิยมใหม่ ที่สนับสนุนนโยบายโลกาภิวัตน์ ในเม็กซิโก
และโคลัมเบีย, ซึ่ง, ตามความเห็นของเอสโคบาร์, “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่มันเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดกับสหรัฐฯ
ในภูมิภาค และมีความรุนแรงสูงสุดและมีการควบคุมการเมือง”.
Secondly, most countries in the region (Venezuela, Bolivia,
Argentina, Brazil, Chile under former president Michelle Bachelet, Paraguay
under former president Fernando Lugo, Uruguay) experience what is seen as an
“enlightened development model” of leftist regimes which continue to pursue
pro-growth traditional development agendas but pay special attention to
tackling poverty and inequality and even succeed in these tasks. Nevertheless,
the traditional development approach translates into the intensive exploitation
of natural resources in order to generate income, with negative consequences on
nature and indigenous populations living there as well as on climate.
โครงการที่สอง, ประเทศส่วนใหญ่ในภาคพื้น (เวเนซูเอลา, โบลิเวีย,
อาร์เจนตินา, บราซิล, ชิลี ภายใต้อดีตประธานาธิบดี มิเชล บาเชเรต, ปารากวัย
ภายใต้อดีตประธานาธิบดี เฟอร์นานโด ลูโก, อูรูกวัย) มีประสบการณ์กับสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น
“โมเดลการพัฒนาเรืองปัญญา” ของระบอบซ้าย
ที่ยังคงไล่ล่าวาระการพัฒนาแบบเดิมที่สนับสนุนการเติบโต แต่ให้ความสนใจพิเศษกับการแก้ไขความยากจนและความไม่เท่าเทียม และก็ยังได้รับความสำเร็จในภารกิจเหล่านี้ด้วย. อย่างไรก็ตาม, แนวทางการพัฒนาแบบเดิมๆ
แปลออกมาเป็นการกดขี่ขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างรายได้,
ส่งผลลบต่อธรรมชาติและประชากรพื้นเมืองดั้งเดิม ที่อาศัยที่นั่น รวมทั้ง
ภูมิอากาศ.
The third Latin American change project, in Escobar’s
classification, stems from social movements critical of extractivism as a
strategy to address social injustice, and is closely associated with the Andean
indigenous concept of “buen vivir”, a vision of life in which the well-being of
human and the rest of the natural world are considered as interrelated and
pursued at the same time. Escobar refers to this third project of change as
decolonial, post-liberal or transitional.
โครงการที่สาม โครงการเปลี่ยนลาตินอเมริกา,
ดังวิธีแยกประเภทของเอสโคบาร์, มาจากการขับเคลื่อนทางสังคม ที่วิพากษ์วิจารณ์
ลัทธิเจาะสกัด ในฐานะเป็นยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมทางสังคม,
และมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับ กรอบคิด “buen
vivir” ของชาวพื้นเมืองดั้งเดิมแอนเดียน,
อันเป็นวิสัยทัศน์แห่งชีวิต ที่ความอยู่ดีของมนุษย์และส่วนที่เหลือในโลกธรรมชาติ
ถูกมองว่า เชื่อมโยงกัน และถูกแสวงหาในขณะเดียวกัน. เอสโคบาร์ กล่าวถึง โครงการที่สามของจุดเปลี่ยน
ว่าเป็นการปลดแอกอาณานิคม, หลังเสรีนิยม หรือ เปลี่ยนผ่าน.
The concept of buen vivir has been incorporated in the
Ecuadorian constitution in 2008, but critics of the Ecuadorian government argue
that the continued pursuit of some extractive projects in this country runs
counter to this vision.
กรอบคิด buen vivir ได้ถูกผนวกรวมใส่รัฐธรรมนูญของอีกัวดอร์
ในปี 2008, แต่นักวิจารณ์รัฐบาลอีกัวดอร์
แย้งว่า การดำเนินบางโครงการเจาะสกัดต่อไปในประเทศนี้
สวนทางกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว.
According to Arturo Escobar, a solid dialogue between
degrowth proponents in the North and post-extractivist social movements and
intellectuals in the global South is a good way to begin addressing the global
crises as long as we are aware that the answers will not be universal or
immediate.
ตามความเห็นของ อาร์ตูโร เอสโคบาร์, การสานเสวนาระหว่าง
ผู้สนับสนุน เลิกโต ในซีกโลกเหนือ และ นักขับเคลื่อนทางสังคม หลังยุคเจาะสกัด
และปัญญาชน ในซีกโลกใต้ เป็นทางที่ดีในการเริ่มแก้ไขวิกฤตโลก
ตราบเท่าที่เราตระหนักว่า คำตอบ จะไม่ใช่เป็นสากล (สูตรสำเร็จ) หรือทันที.
“But what degrowth proponents (who reject economic growth)
must be aware of,” Escobar told IPS, “is that development is much more than
growth. So it might be that the global South needs some growth, in areas such
as health, education, employment, decent standards of living, if this is
subordinated to the principle of buen vivir and not under the currently
predominant vision of development.
“แต่สิ่งที่ผู้สนับสนุน เลิกโต (ผู้ปฏิเสธการขยายตัวทางเศรษฐกิจ)
จะต้องตระหนัก”, เอสโคบาร์กล่าว, “คือ การพัฒนา เป็นมากกว่าการเติบโต. ดังนั้น มันอาจเป็นจริงที่
ซีกโลกใต้ต้องการการเติบโตบ้าง, ในเรื่องเช่น สุขภาพ, การศึกษา, การจ้างงาน,
มาตรฐานการครองชีพที่พอสมควร, หากมันอยู่ภายใต้หลักการ buen vivir และไม่ใช่อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาที่ครอบงำอยู่ขณะนี้.
“At the same time, the growth vision cannot be rejected for
the North and considered acceptable for the South; the South does not need
development, it does not even need sustainable development, it needs
alternatives to development.”
“ในขณะเดียวกัน, วิสัยทัศน์การเติบโต ไม่สามารถถูกปฏิเสธสำหรับซีกโลกเหนือ
และถูกมองว่า ยอมรับได้สำหรับซีกโลกใต้; ซีกใต้ไม่จำเป็นต้องมีการพัฒนา,
มันไม่จำเป็นต้องมีแม้แต่การพัฒนาที่ยั่งยืน, มันต้องการทางเลือกแทนการพัฒนา”.
© 2012 IPS North America
Published on Tuesday, September 25, 2012 by Inter Press
Service
frigate
Introducing indians to the money based economy will
eventually destroy their culture and with it, their most valuable knowledge of
the natural world and how to live sustainabiy in it.
3 /
theoldgoat • 11 hours ago • parent
Dominant western history ignores the fact that many
indigenous peoples have been dealing with the monitized paradigm for 500 years.
There is also a disconnect to the fact that the system has evolved highly
manipulative instruments (witness derivatives, etc.that even those engaged with
system become victims of fraudulent practices) that funnel the monetized power
through highly controlled channels to co-opt weakened (bought out) individuals
to 'flip' situations.
An emblematic example is the now contested purchase by the
Irish company Celestial Green Ventures to buy the carbon sequestration rights
of some indigenous lands of traditional occupation in Brazil - one case in a
documented hotel deal with only a couple of representatives of the people,
which denies the legitimacy of Convention 169, to which Brazil is a signatory
and which calls for "prior informed consultation". This in direct
contravention of Brazilian civil law, an attempt to abrogate Article 231 of the
Brazilian Constitution - whereby CGV can only contract this through the
Brazilian government.
The introduction of money is rarely in the form of coin and
bill. It is in virtually anything and everything that money can buy, extract,
profit from - and frequently steals through illegitimate means - including
political/policy influence
0 /
theoldgoat • 10 hours ago
We're in the process of evolving through this dead-end of
extractionism - busting through 'planned obsolescence manufactured by the ad
industry is one of the most important opportunities
The Story of Stuff - Fix it don't Nix it
"That’s the manifesto of the growing movement to make
our Stuff repairable rather than disposable. And some people are going beyond
repairing their Stuff to making their own. In this episode, Annie talks to a
couple of high-tech entrepreneurs about the importance of the
fourth R: Reduce, Reuse, Recycle – and Repair."
http://www.storyofstuff.org/20...
1 /
N8W1der • 13 hours ago
Nice in concept, but very problematic to execute. Their is
an extensive extraction industry sector who are not shy about doing whatever it
takes to protect their profits and power.
1 /
frigate • 13 hours ago
" It argues that a democratic collective decision to
consume and produce less in the global North is the most appropriate
solution..."
But how do we keep
sold out politicians from running the show?
1 /
ceti • 11 hours ago
The growth ideology is growing not receding. It is already
leading to an environmental apocalypse in China and India, where people have
been trading in bicycles and bullock carts for motor vehicles at an
exponentiating rate. While even Chavez government in Venezuela has decried the
car culture and has built public transit across Caracas, removing subsidies for
oil is politically impossible for even him. In Ecuador and especially Bolivia,
revenue is needed to improve the abysmal levels of poverty, and that revenue
can only come from extractive industry.
So basically, there is not much hope here in planet Earth.
0 /
alph Crown • 12 hours ago
"Extractivism" will run its course when we run out
of stuff to extract. We may already be at Peak Oil. Copper is getting harder to
find. And so on. At some point every nonrenewable resource will be gone. We may
even run out of renewables, like fish.
Maybe buen vivir isn't the answer, but we need to find an
alternative to the current, unsustainable model.
1 /
Paul_Klinkman_two • 12 hours ago
A faster computer chip or a friendlier spreadsheet is still
growth, it just doesn't use any more materials than before. A better government
is growth. Can we find a clearer term than "de-growth"?
0 /
PlantinMoretus • 10 hours ago • parent
I think "steady state" is better term, though we
still need to reduce our consumption of resources from their current levels to
get there.
0 /
theoldgoat • 10 hours ago • parent
I too find the use of the negative version for something
good to be a jolt. Then again - the idea of growth as economic term has, like a
cookoo bird, hatched and sort of taken up the nest and marginalized its origin
in natural meanings - as happens so frequently these days with the co-opting of
terms. Look at green economy - a major advertising tool co-oopted from its
original intent.
I'm inclined to go back and read fables from cultures all
over the world that include characters and lessons of inversion dynamics.
0 /
cicero_confused • 11 hours ago • parent
reduction of the carbon footprint?
0 /
cicero_confused • 11 hours ago • parent
I'm interested in the question of whether you can have
economic growth of the kind that "satisfies" conventional economists,
while maintaining or even reducing the carbon footprint. That's the question.
If the answer is "no", then we have to devise a new economy. Somebody
with some spare time please work on that.
1 /
Shizel • 13 hours ago
A few guys say let's de-growth hoping the world will join
them through the power of persuasion. People with good jobs, a home and maybe a
car have time to think of such things. The rest have no time for this nonsense.
And there are a lot of them. While kids living at home because of student debt
and no job might agree with their minds, it's not in their hearts. Either way,
not everyone agrees - that's the point.
1 /
fairley7 • 12 hours ago • parent
I believe it's precisely the "every man for
himself" society that leads to overconsumption among the haves and despair
among the have-nots. Our society has become an increasingly steep pyramid with
fewer handholds to stop yourself from sliding to the bottom.
What's the origin of the colossal student debt? Much of it
is the greed and narrowmindedness of the universities and colleges, the
predatory lenders, and the society at large that fails to see that today's
students are tomorrow's doctors, nurses, teachers, engineers, ...
A healthy society is one based on recognizing our
interdependence and practicing a life of mutual aid that this interdependence
implies. Such a society doesn't need vast and ever-increasing amounts of
material goods.
3 /
glennk • 13 hours ago
From the looks of the present system it sure looks a lot
like a de-growth economy these days. No work and a rapidly shrinking economy
are already it seems Nat'l policy. Just add some organic food and a drum ...
1 /
iowablackbird • 13 hours ago • parent −
glenn, that was my initial thought as well. the folks in the
south will develop systems based on the global reality - as they
"develop". the folks in the north are going to be thrown into a no
growth reality. this will be challenging because of the unhealthy dependency on
unsustainable technology that westerners (people of the developed north) have
developed over hundreds of years.
...peace...
0 /
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น