308. You Can Save Humanity
If You Choose to Change Now
The Crisis of Civilization is an
Unprecedented Opportunity
Converging climate, energy, and
economic crises signal the potential to transition to a prosperous post-carbon
era
วิกฤตแห่งอารยธรรม
คือ โอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน
การบรรจบกันของวิกฤตภูมิอากาศ,
พลังงาน, และ เศรษฐกิจ
เป็นสัญญาณศักยภาพของการเปลี่ยนผ่านสู่ความรุ่งเรืองของยุคหลังคาร์บอน
-นาฟีซ อาห์เหม็ด

Earlier this month, I had the honour
of being interviewed by Rob Hopkins, the founder
of the Transition Towns movement and
co-founder of the Transition
Network.
In an interview with the Guardian back in
June, Hopkins explained his inspiring vision for how small-scale actions at a
community level could change the world.
ต้นเดือนนี้,
ผมได้รับเกียรติให้ถูกสัมภาษณ์โดบ ร็อบ ฮ็อบกินส์, ผู้ก่อตั้ง
ขบวนการเมืองแห่งการเปลี่ยนผ่าน และ ผู้ร่วมก่อตั้ง เครือข่ายเปลี่ยนผ่าน. ในการสัมภาษณ์กับ การ์เดียน ในเดือนมิถุนายนก่อนหน้า,
ฮ็อบกินส์ อธิบายวิสัยทัศน์ที่บันดาลใจของเขา
ถึงปฏิบัติการขนาดเล็กในระดับชุมชนจะสามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างไร.
In our conversation, Hopkins was keen
to explore my take on these issues as a journalist and academic. He quizzed me
about my take on the scale of the environmental, energy and economic
challenges we face this century, and the potential for solving them. It was a
wide-ranging and lengthy conversation covering some of the issues I've covered
in this blog and beyond, the gist of which was that the various crises we face
today - from climate change to the economy - are not separate, distinct crises,
but rather facets of a wider crisis
of industrial civilisation in its current form. The crisis,
fundamentally, is linked to our dependence on fossil fuels; but the reality is
that whichever way one looks at it, optimistically or pessimistically, this
century signals the end of the age of fossil fuels.
ในการสนทนาของเรา,
ฮ็อบกินส์
สนใจที่จะสำรวจจุดยืนของผมในประเด็นเหล่านี้ในฐานะนักข่าวและนักวิชาการ.
เขาทดสอบผมเกี่ยวกับจุดยืนของผมถึงขนาดของความท้าทายเชิงสิ่งแวดล้อม,
พลังงาน และ เศรษฐกิจ ที่เรากำลังเผชิญในศตวรรษนี้, และศักยภาพเพื่อแก้ไขมัน. การสนทนาครอบคลุมกว้างและยืดยาว บางประเด็นนั้น
ผมได้เขียนแล้วในบล็อกนี้และที่อื่นๆ, หัวใจ คือ วิกฤตต่างๆ
ที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้—จากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ถึง เศรษฐกิจ—ไม่ใช่วิกฤตที่แปลกแยกจากกัน,
แต่เป็นกระจกสะท้อนถึงวิกฤตในวงกว้างของอารยธรรมอุตสาหกรรมในรูปแบบปัจจุบันของมัน. โดยรากฐาน, วิกฤตนั้
เชื่อมโยงกับการที่เราต้องพึ่งพาอาศัยเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์; แต่ความเป็นจริง
คือ ไม่ว่าเราจะมองทางไหน, ในแง่ดี หรือ แง่ร้าย, ศตวรรษนี้
ส่งสัญญาณจุดจบของยุคเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์แล้ว.
Importantly, that's not to say that
we're all doomed. Far from it: while the crisis of civilisation shows that
business-as-usual is not sustainable - and could at worst lead to an
uninhabitable planet by the end of this century based on the consensus science
projections - I've argued that we are already in the midst of a process of civilisational
transition
which offers unprecedented opportunities to re-envision new forms of prosperity
that can function in harmony with our environment, rather than in conflict with
it.
ที่สำคัญ
คือ นั่นไม่ใช่เป็นการบอกว่า พวกเราทั้งหมดจะต้องกาลวินาศ. ยังห่างไกล:
ในขณะที่อารยธรรมแสดงให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจเหมือนยังเป็นปกตินั้น ไม่ยั่งยืน—และอาจแย่ที่สุด
นำไปสู่พิภพที่อาศัยต่อไปไม่ได้ในปลายศตวรรษนี้
ตามมติเอกฉันท์ของวิทยาศาสตร์คาดการณ์อนาคต—ผมได้แย้งว่า
พวกเราได้อยู่ในท่ามกลางกระบวนการเปลี่ยนผ่านของอารยธรรม
ที่เสนอโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน ให้เรามองเห็นรูปแบบใหม่ของความรุ่งเรือง
ที่สามารถทำงานกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมของเรา, แทนที่จะขัดแย้งกับมัน.
Below, I've put together a few
snippets from our conversation, but you can read the
whole transcript here,
and also listen to it
here.
ข้างท้ายนี้,
ผมร้อยเรียงเศษเล็กเศษน้อยจากการสนทนาของเรา, แต่คุณสามาร อ่านต้นฉบับทั้งหมด,
และฟังเสียงได้ด้วย (คลิก).
Rob: You've
written a lot recently about how gas fracking is being hugely over-hyped and
how we may well be looking at 'peak uranium' by 2015, and a study that said
don't do any more nuclear whatever you do. You've written about peak oil. When you
look at all those things coming together, your analysis is increasingly at odds
with what we encounter in the mainstream media, this bullish optimism that a
new 'golden age of fossil fuels' is waiting round the corner. What's your take
on the tension between those two analyses and where we find ourselves as a
civilisation?
ร็อบ:
คุณได้เขียนมากมายเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับ การขุดเจาะแก๊ส (gas fracking) ถูกทำให้ตื่นเต้นตระการตามากเกินอย่างไร และ เราควรจะมองไปที่ ‘จุดหักเหยูเรเนียม’ ในปี ๒๕๕๘ อย่างไร, และ การศึกษาที่ว่า อย่าทำอะไรกับนิวเคลียร์อีกแล้ว
ไม่ว่าคุณจะทำอะไร. คุณได้เขียนเกี่ยวกับ
“จุดหักเหน้ำมัน”.
เมื่อคุณมองดูสิ่งเหล่านี้ที่มาบรรจบกัน, การวิเคราะห์ของคุณก็ยิ่งไม่ลงรอยกับสิ่งที่เราเผชิญในสื่อกระแสหลัก,
การมองโลกในแง่ดีบ้าบอ ที่ว่า “ยุคทองแห่งเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์”
กำลังรอคอยอยู่ตรงหัวมุม.
คุณมีจุดยืนบนความตึงเครียดระหว่างบทวิเคราะห์ทั้งสอง และ คุณเห็นพวกเราเองอยู่ตรงส่วนไหนของอารยธรรม?
Me: There's a lot of hype in a
lot of these industries. A lot of what my reporting has focused on recently is
trying to distinguish between the hype and the facts, and how we square up the
reality of the actual costs of energy these days and the fact that energy is a
lot more expensive.
ผม: มีการปั่นให้ตื่นเต้นมากมายในอุตสาหกรรมเหล่านี้. สิ่งที่รายงานมากมายของผมได้เน้นเมื่อเร็วๆ นี้
คือ พยายามแยกแยะความแตกต่างระหว่าง การปลุกระดม กับ ข้อเท็จจริง, และ
เราจะสรุปความเป็นจริงในแง่ของต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานทุกวันนี้ และ
ข้อเท็จจริงที่ว่า พลังงาน แพงกว่านั้นมาก.
The reports I was looking at on shale
gas were from a lot of very credible sources. You had a guy, David Hughes, who
used to work for the Canadian government, assessing Canada's national oil and
gas supplies for about 30 years. Another was by Deborah Rogers who is an
advisor to the US government, on the problems with fracking. She's actually an
advisor to the US Department of the Interior. Also there was a report from the
Energy Watch Group based in Germany which was authored by a physicist. The
Energy Watch Group is a network of European scientists who have been looking at
these issues for a while.
รายงานที่ผมอ่านอยู่
เกี่ยวกับหินเฌลแก๊ส มาจากแหล่งมากมายที่น่าเชื่อถือมากๆ. เช่น เดวิด ฮิวส์, ผู้เคยทำงานให้รัฐบาลแคนาดา,
ทำการประเมินน้ำมันแห่งชาติและแหล่งแก๊สของแคนาดามาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว. อีกคน เดเบอราห์ โรเจอร์ส
ที่ปรึกษาของรัฐบาลสหรัฐฯ, เกี่ยวกับปัญหากับการแฟร็กกิ้ง. ที่จริง
เธอเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ.
แล้วยังมีรายงานจากกลุ่มเฝ้าระวังพลังงาน ตั้งอยู่ในเยอรมัน
ที่เขียนโดยนักฟิสิกส์. กลุ่มเฝ้าระวังพลังงาน
เป็นเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ยุโรป ที่ได้ศึกษาประเด็นเหล่านี้มาสักพักแล้ว.
The overall result of the research
that these guys put out was that if you take into account these overestimations
and underestimations, the picture you come away with is actually quite
worrying, to the extent that we're looking at the idea that shale gas could
really just be a Ponzi scheme. This is industry just keeping things afloat but
it's not really going to solve our energy problem in the long run.
ผลรวมของการศึกษาวิจัยที่คนเหล่านี้เผยแพร่ออกมา
คือ หากคุณประมวลข้อมูลทั้งหมด ที่ประเมินเกิน หรือ ประเมินขาด เข้าด้วยกัน,
ภาพที่คุณได้ที่แท้ น่ากังวลยิ่ง, ขนาดที่ว่าเรากำลังมองดูที่ความคิดที่ว่า
แก๊สเฌล ที่จริงอาจเป็นเพียงแผนการ ปอนซี.
นี่เป็นอุตสาหกรรมที่เพียงแต่ทำให้สิ่งต่างๆ ลอยฟ่อง
แต่จะไม่แก้ไขปัญหาพลังงานอะไรเลยในระยะยาว.
This century is the end of the age of
fossil fuels and it doesn’t matter which way you look at it, even if you look
at it from an optimistic perspective, you’re still looking at declining and
depleting during the first quarter of this century.
ศตวรรษนี้
เป็นจุดจบของยุคเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ และก็ไม่สำคัญว่า คุณจะมองไปทางไหน,
หากแม้คุณมองด้วยสายตาที่มองโลกในแง่ดี,
คุณก็ยังจะมองเห็นการลดลงและร่อยหรอในระหว่าง ๒๕ ปีแรกของศตวรรษนี้.
You’re looking at us running pretty
low, costs getting high, and that impacting the economy, impacting our
contemporary industrial way of life and causing a lot of problems if we don’t
make those choices now to change the way we do things. People get very bogged
down with the detail of whether we’re going to peak in 2015 or if we’re going
to peak in 2020 or 2035. For me, the peak in 2025 or 2030 is bad enough. We
need to start preparing for these issues now.
คุณกำลังมองดูที่พวกเราที่กำลังวิ่งช้าลง,
ต้นทุนสูงขึ้น, และนั่นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ,
กระทบวิถีชีวิตอุตสาหกรรมร่วมสมัยของเรา และ เป็นต้นเหตุของปัญหามากมาย
หากคุณไม่ตัดสินใจเลือกทางเดินแต่บัดนี้
เพื่อเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เราทำสิ่งต่างๆ.
ผู้คนมักจะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับรายละเอียดว่า เราจะถึงจุดหักเหในปี ๒๕๕๘
หรือ เราจะไปถึงในปี ๒๕๖๓ หรือ ๒๕๗๘.
สำหรับผม, จุดหักเหในปี ๒๕๖๘ หรอื ๒๕๗๓ ก็แย่พอแล้ว. เราจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับประเด็นเหล่านี้
เดี๋ยวนี้.
If we are looking at the end of the
age of fossil fuels for a variety of reasons this century, then what does the
alternative look like and how do we get there?
หากเรากำลังมองที่จุดจบของยุคเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์
ด้วยเหตุผลนานาในศตวรรษนี้, แล้วทางเลือกมีหน้าตาอย่างไร
และเราจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร?
Rob: What do you
think the convergence of the challenges that you identify and the things that
you write about mean for economic growth, what are the implications for
economic growth?
ร็อบ:
คุณคิดอย่างไรกับการมาบรรจบกันของปัญหาท้าทายที่คุณระบุไว้
และ สิ่งที่คุณเขียนเกี่ยวกับหนทางเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, อะไรคือ
นัยเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ?
Me: At the moment we face such
an amazing convergence of different challenges, with environmental degradation,
climate change, resource depletion, and these are obviously affecting our
societies here and now. People talk about what's going to happen in the future
but we're already seeing the impact on our societies in terms of food
production, in terms of challenges to the way in which our societies are able
to live and source their general industrial production.
ผม: ณ เวลานี้ เรากำลังเผชิญกับการมรวมบรรจบอันน่าพิศวงของปัญหาท้าทายหลากหลาย,
สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม, ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง, ทรัพยากรร่อยหรอ,
และสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อสังคมของเราอย่างเห็นได้ชัดตรงนี้ และ บัดนี้. ผู้คนพูดเกี่ยวกับอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่
เรากำลังเห็นผลกระทบในสังคมของเราแล้ว ในรูปของการผลิตอาหาร,
ในรูปของปัญหาท้าทายในหนทางที่สังคมของเราจะมีชีวิตอยู่ได้
และยังเป็นแหล่งเพื่อการผลิตอุตสาหกรรมทั่วไปของพวกเขา.
We're now moving into the age of very
expensive energy, whichever way you look at it. Our complete and utter
dependence on cheap fossil fuels to basically do everything means that as we
enter this age of more expensive forms of energy we're facing this fundamental
baseline problem, which is undermining the ability of industrial civilisation
to do the things that it is used to doing at the cost at which it is used to
doing them.
เรากำลังมุ่งหน้าสู่ยุคของพลังงานราคาแพงมากๆ,
ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหน.
การผูกโยงอยู่กับเชื้อเพลิงซากฟอสซิลราคาถูกอย่างบริบูรณ์
ในกิจกรรมทุกอย่าง หมายความว่า เมื่อเราย่างเข้าสู่ยุคของพลังงานราคาแพงกว่า
เราจะเผชิญกับปัญหาพื้นฐาน, ที่บ่อนทำลายความสามารถของอารยธรรมอุตสาหกรรม
ในการทำสิ่งต่างๆ ที่มันเคยกระทำ ในต้นทุนที่มันเคยชินมาก่อน.
Of course, people often talk about
debt and the problem of debt. But missing from mainstream analyses is the
extent to which the growth that we’ve had since the Second World War,
astronomical levels of growth, have been correlated with two things. One, the
exploitation of energy, cheap fossil fuels. And two, they’ve also been
correlated with the expansion of debt. What’s interesting really about this
period is that, especially since the 1970s, when the economic system began to
face certain challenges, rates of profit were declining. There was an effort to
outsource manufacturing to poorer developed countries to keep costs down and to
maintain higher profits. All of that stopped working.
แน่นอน,
ผู้คนมักพูดเรื่องหนี้สิน.
แต่สิ่งที่หายไปจากการวิเคราะห์กระแสหลัก คือ
ขอบข่ายของการยายตัวที่เราเคยมีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒,
การขยายตัวแบบติดจรวด, มีความสัมพันธ์กับสองสิ่ง. สิ่งแรก, การใช้ประโยชน์พลังงาน
จากเชื้อเพลิงซากฟอสซิล. และสิ่งที่สอง, มันก็สัมพันธ์กับการขยายตัวของหนี้. สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ เกี่ยวกับระยะนี้,
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๑๓-, เมื่อระบบเศรษฐกิจเริ่มเจอปัญหาท้าทายบางอย่าง,
อัตราทำกำไรกำลังลดลง.
มีความพยายามโยกโรงงานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนกว่า
เพื่อลดต้นทุน และ เพื่อรักษากำไรที่สูงกว่า.
ทั้งหมดนั้น หยุดทำงานแล้ว.
What happened is, banks and investors
turned towards financialisation. They realised that actually you can make huge
amounts of profit by lending. The more you lend to people, the more they have
to pay you back and you can get a return on your interest. That's an amazing
way of making profits. This is no secret, it's actually a well-known reality
and in fact mainstream economists often see debt and the creation of credit as
a good thing. They recognise that there's a link between higher levels of
growth and higher levels of credit and debt in the economy.
สิ่งที่เกิดขึ้น
คือ, ธนาคารและนักลงทุนหันไปสถาปนากลไกการเงิน.
พวกเขาตระหนักว่า ที่แท้คุณสามารถทำกำไรมหาศาลจากการออกเงินกู้. คุณปล่อยให้คนกู้มากเท่าไร,
พวกเขาก็จะจ่ายคืนให้คุณมากขึ้นเท่านั้น และ คุณก็จะได้ดอกเบี้ยคืน. มันเป็นวิธีน่าพิศวงยิ่งในการทำกำไร. นี่ไม่ใช่ความลับ, ที่จริง
มันเป็นความจริงที่รู้จักกันดี และ อันที่จริง นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มักเห็นว่า
หนี้ และ การสร้างเครดิต เป็นเรื่องดี.
พวกเขาตระหนักว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างการขยายตัวระดับที่สูงขึ้น และ
ระดับเครดิตและหนี้ที่สูงขึ้นในระบบเศรษฐกิจ.
Where obviously it falls apart is
that none of these economists anticipated how these things would converge and
lead to the collapse of the banking system in 2008 and the ongoing recession
that we're seeing now. There's no sign of it abating. In fact, all the recent
statistics that have emerged in this last six months up to now, from the World
Bank, from the IMF, from various ratings agencies and major banks, all of them
are saying all our growth forecasts have to be slashed, that we were
over-optimistic again.
ที่ใดที่มันล้มเหลวอย่างชัดเจน
คือ ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดในกลุ่มนี้ คาดการณ์ได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะมาบรรจบกัน
และ นำไปสู่การล้มครืนของระบบการธนาคารในปี ๒๕๕๑
และภาวะถดถอยที่เรายังเห็นกันอยู่ตอนนี้. ไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง. ที่จริง, สถิติทั้งหมดเร็วๆ นี้ที่ผุดขึ้นมาในหกเดือนก่อนถึงบัดนี้,
จากธนาคารโลก, จาก IMF, จากหน่วยงานจัดลำดับและธนาคารต่างๆ , ทั้งหมดต่างบอกว่า
จะต้องเฉือนคาดการณ์การขยายตัว, ว่าพวกเรากำลังมองโลกในแง่ดีจนเกินไปอีกแล้ว.
All the growth in emerging markets
that we were banking on to keep the global economy chugging along, it’s
actually not going to happen in the way that we originally thought it was going
to happen. So once again we’ve realize that these models that
we're relying on are unable to keep up with reality. I think that's because
they've failed to realise that this acceleration of debt and credit and the
ability to actually service that debt has been premised on this abundant
availability of cheap fossil fuels.
การขยายตัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตลาดผุดใหม่
ที่เรากำลังฝากความหวังให้ช่วยดันเศรษฐกิจให้เคลื่อนหน้าต่อไป, ที่จริงมันจะไม่เกิดขึ้นอย่างที่เราคิดไว้แต่แรกเริ่มว่ามันจะเกิดขึ้น. ดังนั้น อีกครั้ง ที่เราได้ตระหนักว่า
โมเดลเหล่านี้ที่พวกเราอิงอยู่ ไม่สามารถตามไล่ทันความเป็นจริง. ผมคิดว่า
เป็นเพราะพวกเขาได้ล้มเหลวที่จะตระหนักว่า นี่เป็นการเร่งหนี้และเครดิตนี้
และความสามารถในการจ่ายหนี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
ยังมีเชื้อเพลิงซากฟอสซิลราคาถูกมากมายให้ใช้ต่อไป.
This was challenged when we saw the
peak in conventional oil production and the plateau in conventional oil
production from about 2005 onwards. When suddenly conventional oil production
was not able to keep up with demand so we had rocketing oil prices which fed
into everything else. A number of economists have pointed out that this massive
impact on the cost of living is really what has led to people being unable to
service their debt. People were suddenly not able to afford their basic
expenses, and unable to afford to pay back those debts. The house of cards that
we created over the past 30-40 years, this bonanza of virtual growth just
collapsed like a bubble.
อันนี้ถูกท้าทายเมื่อเราเห็นจุดหักเหในการผลิตน้ำมันกระแสหลัก
และ การผลิตน้ำมันกระแสหลักที่ไม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา. เมื่อการผลิตน้ำมันกระแสหลักทันทีทันใดไม่สามารถไล่ทันกับอุปสงค์
เราก็เห็นราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด
และกระทบทุกอย่าง. นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง
ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบมหาศาลต่อค่าครองชีพ แท้จริง เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชน
ไม่สามารถจ่ายหนี้. ในบัดดล
ประชาชนก็ไม่สามารถจ่ายสำหรับปัจจัยพื้นฐาน, และก็จ่ายคืนหนี้ไม่ไหว. บ้านที่ก่อด้วยไพ่ที่เราสร้างขึ้นในช่วง ๓๐-๔๐
ปีที่ผ่านมา, ขุมทรัพย์แห่งการเติบโต ก็พังทลายลง เหมือนฟองสบู่แตก.
I think that’s where we’re at now, we’ve
got this choice ahead of us. Governments at the moment are still ostrich-like,
thinking, lets just go back to the same old ways of printing money, lots of
quantitative easing. Kickstart lending again to get capital flowing. People
will be able to borrow again, people will be able to buy things again. It’s all
going to be fine. But it’s not going to work. We are already quite
over-leveraged and if you look at the levels of debt, we haven’t actually
solved that problem at all.
ผมคิดว่า
นั่นเป็นที่ๆ เรามาถึงแล้วตอนนี้, เรามีทางเลือกต่อหน้าของพวกเรา. บรรดารัฐบาลในขณะนี้ยังทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศ,
คิดว่า, ขอให้เพียงแต่กลับไปพิมพ์เงินแบบเก่า, ปริมาณมากๆ จะช่วยผ่อนคลายปัญหาเอง. อีกครั้ง เริ่มเตะให้เกิดการกู้ยืม
เพื่อให้เงินทุนไหลเวียน.
ประชาชนสามารถกู้ยืมอีกครั้ง, ประชานสามารถซื้อของอีกครั้ง. ทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง. แต่มันไม่ทำงานเช่นนั้น. เราได้งัดง้างเกินกำลังแล้ว และ
หากคุณดูที่ระดับหนี้, เรายังไม่ได้แก้ไขปัญหานั้นเลย.
We recognize that material accumulation
has played a role in giving us certain amazing technologies and the ability to
do things, and obviously there’s scientific innovation. None of those things
are in themselves bad things, but they’ve also come at a cost. I think we’re at
a point now where we can make that choice, to say maybe we can harness the
positives that we’ve developed with industrial recognition and develop
something new, a post-growth, post-industrial form of recognition that doesn’t reject
science and technology but recognizes that ultimately you have to be living
within the limits of your environmental systems.
เราตระหนักว่า
การสะสมวัตถุ มีบทบาทในการให้เทคโนโลยีที่มหัศจรรย์บางอย่างแก่เรา
และทำให้สามารถทำหลายๆ อย่าง, และชัดอยู่ มันเป็นนวัตกรรมวิทยาศาสตร์.
ไม่มีสิ่งใดในพวกนี้ที่ไม่ดีโดยตัวของมันเอง, แต่มันเกิดขึ้นได้ด้วยต้นทุนระดับหนึ่ง. ผมคิดว่า เราอยู่ถึงจุดตอนนี้
ที่เราสามารถทำการเลือก, อาจกล่าวได้ว่า เราสามารถเก็บเกี่ยวด้านบวกที่เราได้พัฒนากับการตระหนักรู้ในยุคอุตสาหกรรม
และพัฒนาบางอย่างใหม่, หลังยุคขยายตัว, รูปแบบการตระหนักหลังยุคอุตสาหกรรม
ที่ไม่ปฏิเสธวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ยอมรับว่า ในที่สุด
เราจะต้องมีชีวิตภายในขอบเขตจำกัดของระบบสิ่งแวดล้อมของเรา.
Rob: Our theme
for July at TransitionNetwork.org was The Power of Just Doing Stuff and looking
from different perspectives at this idea of the power that sits, particularly
in the context you set out earlier in this interview, in terms of those really
big global challenges that we face. What do you think is the power that arises
from people just getting on and finding they want to be part of the solution?
ร็อบ:
หัวข้อของเราสำหรับเดือนกรกกาคม ที่ TransitionNetwork.org คือ พลังอำนาจของการเพียงแต่ทำ และการมองจากแง่มุมต่างๆ
ตรงความคิดของพลังอำนาจที่ว่า, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริบทที่คุณแสดงไว้ตอนต้นในการสัมภาษณ์นี้,
ในแง่ของปัญหาท้าทายใหญ่จริงๆ ระดับโลก ที่ประจันหน้ากับพวกเรา. คุณคิดว่า อะไรคือพลังอำนาจที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนเพียงแต่ลุกขึ้นเข้าร่วม
และ พบว่าพวกเขาต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของทางออก?
Me: I think fundamentally it
changes the whole paradigm of how a society should run and what is the driving
force of a society, what is the driving force of politics. At the moment our
economy is caught up in a political system which is very hierarchical, counter
democratic, where we've seen an erosion of democracy for a whole range of
reasons. It's linked up with the nature of capitalism, we've already seen the
scandal of Lynton Crosby and the link to fossil fuels in Australia, the link to
dodgy private companies trying to take over the NHS, and tobacco companies.
That's the story of politics at the moment.
ผม: ผมคิดว่า โดยรากฐาน มันเปลี่ยนองค์รวมของวิถีทัศน์ที่ว่า สังคมหนึ่งๆ
ควรขับเคลื่อนไปอย่างไร และ อะไรคือ แรงขับเคลื่อนของสังคมหนึ่งๆ, อะไรคือแรงขับเคลื่อนการเมือง. ณ เวลานี้ เศรษฐกิจของเราติดกับในระบบการเมือง
ซึ่งมีความเหลื่อมลำ, สวนทางประชิปไตย, ที่ๆ
คุณเห็นการสึกกร่อนกัดเซาะของประชาธิปไตยด้วยเหตุผลนานัปการ. มันเชื่อมโยงกับธรรมชาติของลัทธิทุนนิยม, เราได้เห็นข่าวฉาวของ ลินตัน ครอสบี และ
ความเชื่อมโยงกับเชื้อเพลิงซากฟอสซิลในออสเตรเลีย, ความเชื่อมโยงของบริษัทเอกชนที่พยายามเขมือบ
NHS, และบริษัทบุหรี่.
นั่นเป็นเรื่องการเมือง ณ เวลานี้.
As for the democratic system. It's
great that we have one and in many ways is better than other things out there,
but it's a broken system. I think the idea of people just getting up there and
saying "now wait a minute, shall I just wait for government to fail at the
next negotiating table for climate change, shall I wait or push government to
do this, push government to do that? Or can I do something that will tangibly
affect my life, the lives of my family and friends, the lives of the whole
community in which I'm living?" ... that could eventually transform not
just local politics, but in the long run it could actually have a national
impact.
ส่วนเรื่องระบบประชาธิปไตย. มันดีมากที่เรามี และในหลายๆ ทาง
ก็ดีกว่าสิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่, แต่มันเป็นระบบที่แตกร้าว. ผมคิดว่า ความคิดของประชาชนที่เพียงแต่ลุกขึ้น
และบอกว่า “เอาหล่ะ รอประเดี๋ยว, ผมควรจะเพียงนั่งรอให้รัฐบาลล้มเหลวในโต๊ะเจรจาต่อรองเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยแปลง,
ผมควรจะรอ หรือ ผลักดันรัฐบาลให้ทำเรื่องนี้, ผลักดันให้รัฐบาลทำเรื่องนั้น? หรือ ผมจะทำอะไรบางอย่างที่มีผลต่อชีวิตของผมเอง,
ชีวิตของครอบครัวและเพื่อนของผม, ชีวิตของทั้งชุมชน ที่ผมอาศัยอยู่ด้วย อย่างเป็นรูปธรรม
ได้หรือไม่? ... นั่นอาจพลิกโฉมไม่เพียงแต่การเมืองท้องถิ่นในที่สุด, แต่ในระยะยาว
มันอาจมีผลกระทบในระดับชาติได้.
I think that's the potential of
people just getting up and saying enough is enough, I don't need to wait for
someone else, for my representatives to do something for me or for us, I can do
it myself and start moving towards that. It might not be everything that I
might hope to see, but if I don't do that now, then in a way I'm allowing,
conceding power to these other entities whereas if I just take that step
forward and take action now, I'm actually taking control and taking ownership.
ผมคิดว่า
นั่นเป็นศักยภาพของประชาชนที่เพียงแต่ลุกขึ้น เข้าร่วม และ พูดว่า พอกันได้แล้ว,
ผมไม่ต้องการรอเพื่อให้คนอื่น,
เพื่อให้ผู้แทนของผมทำอะไรบางอย่างเพื่อผมหรือเพื่อพวกเรา, ผมสามารถทำเองได้ และ
เริ่มต้นเคลื่อนไปสู่ทิศทางนั้น.
มันอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมหวังว่าจะได้เห็น,
แต่หากผมไม่ทำมันตอนนี้, ก็เสมือนกับว่า ผมได้อนุญาต,
สยบอำนาจให้สิ่งอื่นเหล่านี้
แต่ถ้าผมเพียงแต่ก้าวออกไปข้างหน้าและปฏิบัติการเดี๋ยวนี้,
ผมก็ได้กุมบังเหียนและเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง.
But at the same time I would like to
see people who are involved in direct action and things like that actually
taking the ideas of Transition for example and saying "well I might not
just want to occupy a public space, I might want to occupy a public space and
grow some food. I might want to occupy a public space and start having
workshops around what this alternative society should look like and actually
start creating it here and now. How can we create a new method of exchange? How
can we change the nature of our local economy? How can we help our council
estates work towards a vision where they're relying on clean energy which could
benefit our local community and contribute to dealing with some of the problems
that our young people are facing? Let's empower and enfranchise our young
people".
แต่ในขณะเดียวกัน
ผมอยากจะเห็นประชาชนที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการตรง และ สิ่งต่างๆ ดังกล่าว
ที่ยอมรับความคิดของการเปลี่ยนผ่าน และกล่าวว่า “ผมอาจไม่ต้องการเพียงแค่ยึดพื้นที่สาธารณะสักแห่ง,
ผมอาจต้องการยึดพื้นที่สาธารณะสักแห่งแล้วปลูกอาหารบ้างด้วย.
ผมอาจต้องการยึดพื้นที่สาธารณะสักแห่งและเริ่มจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
ในเรื่อง สังคมทางเลือกมีหน้าตาอย่างไร และ จะก็เริ่มสร้างมันจริงๆ ที่นี้และเดี๋ยวนี้. เราจะสร้างวิธีการใหม่ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายของกันได้อย่างไร?
เราจะเปลี่ยนธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นของเราได้อย่างไร?
เราจะช่วยสภาที่อยู่อาศัยของเราทำงานสู่วิถีทัศน์ที่ๆ พวกเขาพึ่งพลังงานสะอาด
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นของเรา
และมีส่วนช่วยในการจัดการกับปัญหาบางอย่างที่เยาวชนของเรากำลังเผชิญอยู่
ได้อย่างไร? ขอให้พวกเราเสริมอำนาจต่อรอง
และรวมเยาวชนของเราเข้ามาด้วย.”
We need to have more of that
catalysing of cross-fertilisation of these discussions across our different
groups in order to have a more systemic and more holistic conversation towards
what is the vision we would like to see, how can we collectively begin
exploring different pathways to doing that. I think if we did that, and we are
doing that, there are these seeds now being planted, but if we started moving
towards this more assertively in our different communities, I think it would
have a potentially really amazing impact on the national story. It could change
it.
เราจำเป็นต้องมีมากขึ้นในส่วนที่กระตุ้นการอภิปรายข้ามกลุ่มต่างๆ
เพื่อให้เกิดการสนทนาที่เข้าถึงระบบโครงสร้าง และ เป็นองค์รวมมากกว่านี้ สู่
สิ่งที่เป็นวิถีทัศน์ที่พวกเราอยากเห็น,
เราจะร่วมกันเริ่มสำรวจหนทางต่างๆ เพื่อทำเช่นนั้นได้อย่างไร. ผมคิดว่า หากเราทำเช่นนั้น,
และพวกเราก็กำลังทำเช่นนั้น, มีเมล็ดเหล่านี้แล้วที่ถูกหว่านและเพาะตอนนี้,
แต่หากเราเริ่มเคลื่อนตัวสู่ทางนี้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นในชุมชนต่างๆ ของเรา, ผมคิดว่า
มันจะมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดผลกระทบมหัศจรรย์จริงๆ ต่อเรื่องราวของชาติ. มันสามารถเปลี่ยนเรื่องเล่านั้นได้.
Ultimately, that choice of what the
world is going to look like is really down to us, and the future is quite open.
If you're going to say we're all doomed and there's no point in doing anything,
you become part of the problem and create a self-fulfilling prophecy, and are
no longer basically of any use to humanity because you've just said this is how
it's going to be and have now disempowered yourself.
ในที่สุด,
ทางเลือกสู่โลกที่เราต้องการเห็นนั้น แท้จริงขึ้นกับพวกเรา, และอนาคตก็เปิดกว้าง. หากคุณจะบอกว่า พวกเราล้วนจะถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก
และ ก็ไร้ประโยชน์ที่จะทำอะไร, คุณก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และ
สร้างคำพยากรณ์ที่จบเองในตัว, และก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ อีกต่อไปสำหรับมนุษยชาติ
เพราะคุณเพิ่งกล่าวว่า นี่จะเป็นเช่นนี้ และก็ได้ดับอำนาจต่อรองของคนเอง.
But if you remain open to the
possibility of change, even if it's a slim possibility, even if we recognise
that it's a small probability, if you remain open to that probability and fight
for it then you become part of the shift towards that. And then you remain open
to the reality that there is a possibility and we could create that.
แต่หากคุณยังเปิดรับความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง,
แม้ว่าจะเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่แผ่วบาง, แม้ว่าเราจะยอมรับว่า โอกาสมีน้อยมาก,
หากคุณยังคงเปิดรับโอกาสนั้น และต่อสู้เพื่อให้ได้มัน
คุณก้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขยับสู่ทางนั้น. แล้วเมื่อคุณยังเปิดรับความเป็นจริงที่ว่า
ยังมีความเป็นไปได้ และ เราอาจสร้างมันได้.
People are really hungry actually for
answers, hungry for solutions, hungry for alternatives, so really this is
actually an unprecedented opportunity. It's an unprecedented crisis but it's
also an opportunity to dream-weave and say "well actually everything is
going to go to pot over the next 20-30 years if we don't change, so here's an
opportunity to think outside the box."
แท้จริง
ประชาชนหิวโหยต่อคำตอบ, หิวโหยต่อทางแก้, หิวโหยต่อทางเลือก, ดังนั้น อันที่จริง
นี่คือโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน.
มันเป็นวิกฤตที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่มันก็เป็นโอกาสด้วยที่จะถักทอความฝัน และ
บอกว่า “เอาหล่ะ แท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องลงหม้อใน ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า
หากเราไม่เปลี่ยน, ดังนั้น นี่เป็นโอกาสให้เราคิดนอกกล่อง”.
©
2013 Guardian News and Media Limited
Dr. Nafeez Ahmed is Executive
Director of the Institute for Policy Research
& Development
and Chief Research Officer at Unitas Communications Ltd where he
leads on geopolitical risk. His latest book is A
User’s Guide to the Crisis of Civilization: And How to Save It (2010), which
inspired the award-winning documentary feature film, The Crisis of Civilization (2011).
ดร.นาฟีซ
อาห์เหม็ด เป็น ผอ บริหารของ สถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย และเป็นหัวหน้านักวิจัย ที่ Unitas
Communications Ltd
ที่ๆ เขานำเรื่องความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์การเมือง. หนังสือล่าสุดของเขา คือ “คู่มือสู่วิกฤตอารยธรรม: และจะปกป้องมันได้อย่างไร” (๒๕๕๓),
ซึ่งเป็นแรงดลใจให้สร้างภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัล, “วิกฤตอารยธรรม” (๒๕๕๔).
"If
you're going to say we're all doomed and there's no point in doing anything,
you become part of the problem and create a self-fulfilling prophecy..."
All of us have to be careful to avoid this trap. There is a certain attitude, I
am occasionally guilty of, which I will call clever pessimism, that most
critical thinking, intelligent people indulge in. I have to remind myself, tho
it may be stinging wit, it's negative thinking, and there's a universe of
positive possibilities to play in.
That
idea, that some are saying "we're all doomed and there's no point in doing
anything" is false. It is a way to discredit those who say that the
various feel good bourgeoisie approaches are doomed, a way to malign and
silence critics of those in comfortable positions within the various
progressive and liberal movements.
"At
least we are doing something!!" we often hear. But that is not a rational
response to this question - is what you are doing supporting the ruling class?
Or this one - is what you are doing based on the reality of the situation or
your own personal emotional needs? The implication that those who do not agree
with the politics of the person making that statement must therefore not be
doing anything is also false, as well as deceitful and malicious.
There
are many people who begin to feel despair the moment that their favorite
"work within the system" approaches are questioned, as that forces
them to honestly look at the crisis, forces them out of their comfort zone.
Good
points. Looking at the trends, it seems the game is rigged so that most
everything one does is benefiting the ruling class in one way or another, so
ones self evaluation should not be too destructively critical. Most of us are
locked into a pretty rigid framework - I'll use myself as an example - married
with 2 children, I am legally bound in many ways. As much as I would like to
drop out and live simply, the wife and the state would not have it.
So
the positive aspects mostly amount to theoretical dreaming and tiny symbolic
gestures around the edges (repairing broken things is one of my talents).
Still, I cannot lose hope, and, as a free-lance creator, I do get some choice
in where my energy goes.
agreed.
just this morning i found myself saying, "f* it. i'm done. let them
destroy it all. i'm just too tired, too disgusted to go on with it. where's the
nearest AA meeting? i'm all about serenity for the rest of the ride down."
thanks
Eugene and Nafeez for your support.
Very
interesting vision and ideas. To some extent it's already happening locally, as
with food co-ops and neighborhood food gardening plots, but the concept of
joining these small ventures into self-sustaining communities with similar
ventures in other arenas has tremendous potential. I especially like the idea
of a new method of exchange and changing the nature of the local economy. I see
some of that occurring at our local farmer's market, where in addition to fresh
produce there are ideas being exchanged, and across the street there is a
weekly flea market -- people selling their gently used goods to other people
who need exactly that. A friend in L.A. knows of a local church that receives
donations of clothes, household goods, food, etc., and anyone is allowed to
come in and choose 4 items once a day, completely free. One thing the recession
seems to have done is to remind many people that they don't need to constantly
buy new, expensive things. It's put the brakes on the endless consumerism, at
least in my circle.
It
is going to take nothing short of a massive revolution -- in thought as well as
in society -- for any change to take place at this late stage. Crude oil has recently
rebounded to over $100 a barrel, making tar sand production "cheaper"
and the planet as a whole is still going after coal at incredible rates. The
money behind the oil companies dictates what governments do. The Middle East is
still a political football to kick around solely for the hopes of getting to
that oil. In the meantime, more rainforests are being cut down for farming and
palm oil plantations, more natural habitat is being lost for economic reasons
and more people are behaving as if there will always be time to sit back, think
things through and come up with a nice, neat solution to the world's woes one
of these days.
But
we're out of time. The Koch brothers and all the like-minded billionaires
aren't going to suddenly come to their senses and realize that their money
should be used to help people instead of enriching themselves further. No one
in government is figuring out that strong unions with solid pay helped make the
US a powerhouse. It's hard to see any happy outcome arriving. There's going to
be hell to pay and soon. Maybe there will be survivors who will be able to
figure out what to do, if they don't die of radiation poison and starvation
first.
Things
really look like the devil. Yep, a revolution in thinking is a prerequisite to
change for the better and I can't help but think of Hamlet with his "To be
or not to be". Indeed THAT is the question facing us. It just may be
nobler to go down fighting.
Capitalism
is an exercise in failure. In order for Capitalism to function failure must be
built into the system. It is off that failure that Capitalism makes its
greatest profits.
A
healthy population as example, will not provide billions in profits to the
Health Insurance Industry or the drug industry. In order to make those profits
the so called "Health care system" must fail to provide good health.
The
failure of cities to provide systems to move masses of people around ensures
Capitalism profits off the production of individual motor cars so as to allow
mobility. The failure to disperse jobs to peoples locations ensures more
profits made off the same and the providing of infrastructure to move those
people around.
The
failure to protect the environment ensures more severe consequences from
hurricanes, tornadoes and drought.
The
unwillingness to build something as simple as a light bulb that would last 50
years and more (and it has been done) ensures the light bulbs people buy will
fail again and again and they will have to continue to buy them.
The
wars nation states wage each and every one, are failures and need not be fought
but are very profitable to the Capitalists as is "The war on drugs".
A
happy situation only for parasites.
Since
ancient times, one generation after another has looked at the world's
intransigent problems and said that was we needed was more civilization. We are
still saying it. What if we've always been wrong? What if civilization itself
if the problem?
In
a book that asks the most radical of questions, Daniel Quinn reminds us that
for millions of years our ancestors sustained themselves as tribal creatures.
The hierarchical civilization we see as being so necessary and so synonymous
with humanity is in fact only a recent experiment in social organization and
one that is failing. We have been taught to see civilization as our greatest
achievement and our only hope for survival in a hostile world.
In
"Beyond Civilization," Daniel Quinn challenges this assumption, and
startles us into a truly revolutionary way of seeing. Isn't it odd, for
instance, that among all human cultures, we alone grow food, lock it up, and
then earn wages so we can buy it back? And isn't it odd that we imagine that
humans can be organized only hierarchically, with a few at the top who live
lavishly, a larger number in the middle who live well, and a vast majority at
the bottom who have to struggle just to stay alive?
With
visionary clarity, Quinn urges us to move beyond our failed experiment. Not by
returning in defeat to a Paleolithic way of life, but moving in a future in
which ordinary people can once again assert control over their destiny, while
recovering the freedom to live at a scale and in the style of their own
choosing.
FROM
THE JACKET COVER OF "BEYOND CIVILIZATION: HUMANITY'S NEXT GREAT
ADVENTURE" by Daniel Quinn
see
more
There
are also visions and remnants of societies that centered on the LIFE principle
and the Goddess, Great Mother to all. Consider what the elimination of this
belief has meant to the world since the introduction of The Father God and the
endless wars made in HIs name.
What
humans have been told about their own roots, along with what is possible to
global society, is chiefly the narrative of The Dominator. In the same way that
modern U.S. media promotes a view of Middle East wars that make the U.S.
"appear" as the humanitarian while it acts AS the Destroyer, similar
inversions of human history have become the lies told often. They limit the
Truth of humyn potential. What better way to secure "the floor" for
the same dominators in their endless quests entirely based on domination?
Models
of wise stewardship of the land & natural resources, of sharing, of more
egalitarian societies are treated like fantasies, irrelevant and "not part
of history" or "human nature."
Green,
I have often wondered if "civilization" is only possible one person
at a time as it has been said. The fact that "civilizations" have
come and gone should give us pause and the waste that this current one is
making of our home planet should stop us dead in our tracks. And it is not by
accident, I posit, that the indigenous peoples of our planet, still among us as
examples--are being destroyed in tandem with the eco-systems, our support.
There
are also shifts in personal point of view that can be game changers. For
instance, the failings of the financiazation system can be tracked to
assumptions inherent in personal participation in the financial system. What if
I shift my perspective from creating profit to creating abundance for the
community? To see beauty in the personal day-to-day, on-the-ground 'components'
and instead of growing profit, actually growing creatable resources - many of
which are noted in the above conversation.
One
personal example is in a choice for indoor composting with worms - on a
personal scale. Worm castings are dense like clay and must be worked with to
make potting soil. BUT! They are also dense in nutrients and micro organisms
that protect seeds in the germination stage. Seeds rolled into a castings
capsule, if kept properly moistened will vastly aid germination and those nutrients
will leach into the surrounding soil - enabling perspectives on re-utilization
old used potting soil. A 'problem' when teased apart into components becomes a
resource.
While
this article outlines how humans need to begin thinking about how they live,
there will never be a "post-carbon" era.
A
(THE?) major goal needs to be a global realization that carbon sequestration
through nature must become mandatory in order to balance carbon released into
the atmosphere.
Human's
civilization has always been dependent upon their being primarily carbon
releasers. The planet was so adept at carbon storage that that very storage is
what made human development possible, but humans are all about
burning/releasing carbon (every time you exhale) and the restoration of balance
requires fewer people and many, many, more trees and other woody plants.
In
the northernmost and southernmost climates of deciduous seasonalities, every
corporate monoculture farm is actually a continually burnt forest. The removal
of the tropical forests (which function year-round) is like taking oxygen away
from a emphysema addict.
Our
carbon "footprints" are not so much tracks we leave as it is piles of
ash we are making as we burn and dismantle the forests and create a living
Hell.
So,
yes, we need to change our behavior, but first we need to accept the fact that
we are inherently a shameful species.
Humans
are not capable of greatness. Any claims of greatness are based upon a belief
that human helping humans is not connected to the negative behaviors of humans.
We
are a shameful species largely because we are full of religious delusions about
our special connection to human-made and human-like gods, but the planetary
system we have violated will put us in our place.
Is
there salvation for devils?
It is only possible if the devils see themselves for what they are and stop lying and starting fires and begin seeing they are no equal to any tree.
It is only possible if the devils see themselves for what they are and stop lying and starting fires and begin seeing they are no equal to any tree.
We
must believe in and promote trees or we are lost.
see
more
Capitalistic
corporations are structured so that people who work for them are sheltered from
liability and forced to pursue short term profits. In the end, the means they
employ destroy both people and the environment.
Cuba
has developed an economy based on post peak-oil sustainable organic agriculture
and in the process managed to stabilize their population and help stem global
warming. They not only provide for the health, education and welfare of their
own people, they send armies of doctors abroad to take care of health needs of
other countries’ people.
I
think that I'll walk around Silicon Valley with a sign saying, "A Better
Computer is Possible". Oh yeah, that should do the trick.
Better
government with corruption-free elections is something that people invent, that
people prototype, that then gets ramped up and spread around. If your current
government is oily, get to work. Hint: go look at the Cambridge, Massachusetts
city council elections.
Better
backyard solar energy to help put fossil fuels out of business is something
that people invent, that people prototype, that then gets ramped up and spread
around.
People
could use some basic marxist analysis to understand that governments and even
states don't come into being except to consolidate power for those who already
have it at that point. This is the reason Karl Marx looks toward the state withering
away. Yes it will take a transition.
Then
again, re-read Lord of the Flies. It has something to say about what government
is for - which it's not doing now.
Where
is this civilization? Is it in there with "Western civilization"
which would be a good idea if we ever get to try it?
The Crisis of Civilization facing
humanity will require completely new thinking, completely new approaches, a
complete letting go of the old and worn out ideas that have gotten us to the
edge of the abyss. The answers will not come from the material world, but must
come from
the sacred spiritual space within, from the healing place of Light and Love, which has been taught by all the wisdom masters.
We each and everyone of us must find the God of Oneness within ourselves.
The words devil, demon and duality are all based on the root word "two". In Genesis the devil, the Father of Lies is a fork-tongued (dual tongued) snake.
Could the world of Corporate Mind, where Wall Street greed and Pentagon wars are worshipped and perpetuated with endless two-faced, bold-faced lies, be any more glaring examples of the “us
against them” mentality that only serves the madness of rule by the few over the many?
Only when humanity evolves past "duality", seeing the other as separate, will the violence of greed for the few and the terror of wars against the many come to an end.
Mankind must awake and allow the Ocean of Oneness to enter the drop of water; each soul must awake to our common Oneness. At the non-dual level, all polar opposites disappear for they are now seen
as complements that forever make wholes. So we can then see that "+ & - = One". The few can only continue to rule as long as they divide and conquer the many. An awakened and united humanity that can only see Oneness, will at last free itself from the tyranny of the few.
Every obstacle that peace must flow across is surmounted in just the same way; the fear that raised it yields to the love beyond, and so the fear is gone.
My brother, peace and joy I offer you, that I may have God's peace and joy as mine. Dwell not upon the past today. Keep a completely open mind, washed of all past ideas and clean of every concept you have made. You have forgiven the world today. You can look upon it
now as if you never saw it before.
Oneness is our home.
Oneness will heal the world.
Oneness without twoness will transform the world.
Every thought you have brings either peace or war; either love or fear.
Oneness knows only peace.
the sacred spiritual space within, from the healing place of Light and Love, which has been taught by all the wisdom masters.
We each and everyone of us must find the God of Oneness within ourselves.
The words devil, demon and duality are all based on the root word "two". In Genesis the devil, the Father of Lies is a fork-tongued (dual tongued) snake.
Could the world of Corporate Mind, where Wall Street greed and Pentagon wars are worshipped and perpetuated with endless two-faced, bold-faced lies, be any more glaring examples of the “us
against them” mentality that only serves the madness of rule by the few over the many?
Only when humanity evolves past "duality", seeing the other as separate, will the violence of greed for the few and the terror of wars against the many come to an end.
Mankind must awake and allow the Ocean of Oneness to enter the drop of water; each soul must awake to our common Oneness. At the non-dual level, all polar opposites disappear for they are now seen
as complements that forever make wholes. So we can then see that "+ & - = One". The few can only continue to rule as long as they divide and conquer the many. An awakened and united humanity that can only see Oneness, will at last free itself from the tyranny of the few.
Every obstacle that peace must flow across is surmounted in just the same way; the fear that raised it yields to the love beyond, and so the fear is gone.
My brother, peace and joy I offer you, that I may have God's peace and joy as mine. Dwell not upon the past today. Keep a completely open mind, washed of all past ideas and clean of every concept you have made. You have forgiven the world today. You can look upon it
now as if you never saw it before.
Oneness is our home.
Oneness will heal the world.
Oneness without twoness will transform the world.
Every thought you have brings either peace or war; either love or fear.
Oneness knows only peace.
Oneness
knows only love.
Awake
& Arise - a new world awaits!”
see
more
Doomer
Paradox
Just the majority of us are doomed, if a billion people survive the century, they'll be fucking wishing we lived like hobbits with solar and wind power. James Hanson knows there's a billion years of uranium that can be filtered from the ocean and that we are not going to store all the world's nuclear waste for a 100,000 years when we can't even save the 5 out of 6 billion living today. Reality is a trap, the remaining kids of this century's end will know just how fucking Juvenile and crazy we really are. People will live in radiation fortified cities and will think our solar hobbit farms a joke. The cities of the future will be powered by burning the nuclear waste of today. They will be doomed to clean up our mess while providing themselves with emissions free energy. They'll think Nassim's crazy. It will start with the violent deaths of billions as they eat each other away. That's what planet Z is all about. We are only just years away from shortages. Kids won't have the luxury of waiting for the rising seas and temperatures.
Just the majority of us are doomed, if a billion people survive the century, they'll be fucking wishing we lived like hobbits with solar and wind power. James Hanson knows there's a billion years of uranium that can be filtered from the ocean and that we are not going to store all the world's nuclear waste for a 100,000 years when we can't even save the 5 out of 6 billion living today. Reality is a trap, the remaining kids of this century's end will know just how fucking Juvenile and crazy we really are. People will live in radiation fortified cities and will think our solar hobbit farms a joke. The cities of the future will be powered by burning the nuclear waste of today. They will be doomed to clean up our mess while providing themselves with emissions free energy. They'll think Nassim's crazy. It will start with the violent deaths of billions as they eat each other away. That's what planet Z is all about. We are only just years away from shortages. Kids won't have the luxury of waiting for the rising seas and temperatures.
Those
who were drawn to this article might also like Tim Jackson's remarkable book
Prosperity Without Growth.
Not
sure at all about this "civilization" thing. They have come and gone.
Much rather save this home planet. We may just find ourselves cultivating
civilizing qualities when we must work together and for the welfare of all.
This
is a very good interview as far as it goes. I LOVE his reference to the
self-fulfilling aspect of what he calls the attitude of saying "we're all
doomed" (what I call cynicism—the self-fulfilling psychological mechanism
of weakness to power). And I like his reference to, presumably, American,
politics: "As for the democratic system. It's great that we have one and
in many ways is better than other things out there, but it's a broken
system." And that's the limit of this discussion and that of most Americans
on all parts of the political spectrum (and evidently some Brits)—he makes no
reference whatsoever to the obvious way people can fix our broken system and
make it democratic; to transform it from the corporate plutocracy is has
become. (I don't think he's referring to the Swiss, or Swedish, or German
system of politics.) And that obvious way is to understand and to exercise
sovereignty. The US Declaration of Independence states clearly that the purpose
of governments are to fulfill certain self-evident values. And that when
governments fail to do so, it is the right and the obligation of citizens to
alter or abolish such government and to institute new government. It goes
without saying that the simple, political means for doing this is
initiative-petitition-referendum for constitutional amendments or
election/selection-national convention-referendum for constitutional
amendments. Amendments to fix the broken system. Again, the solutions, as
amendments are obvious. Our states have had 233 such conventions. Montana's
amending article is a great example of an official procedure for the people
altering their government. So are those of many other states. Many states and
many nations have governmental features to ensure real, effective democracy
where public policies and public opinions come to match. BTW, Germany with its
MMP system has created a system of energy consumption with half the per-capita
energy use and a goal of 100 percent renewables by 2050, and 50 percent by
2020. For more on sovereignty see http://daniellazare.com, and the work of Sanford
Levinson.
see
more
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น