วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

29. การพัฒนาที่ยั่งยืน / Sustainable Development


จะประเมินการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร: กระบวนคิดเชิงแทรกแซงแบบยุโรป
-สอดส่องสังคม (Social Watch) อิตาลี
How to assess the sustainability of development: lines of European intervention
-Gianfranco Bologna, Giulio Marco / Social Watch Italy

หนทางสู่การประชุมสหประชาชาติเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (UNCSD) ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2012 ณ กรุงริโอ เดอ จาไนโร, 20 ปีหลังจากการประชุมพิภพสุดยอด (Earth Summit) ที่มีชื่อเสียงในปี 1992, เป็นการต่อยอดสร้าง “โอกาสที่น่าตื่นเต้นอันเป็นการมาบรรจบกันอย่างสร้างสรรของผลงานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด, ทฤษฎีและปฏิบัติที่อุทิศตัวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน.   ในช่วง 20 ปีนี้ มีการศึกษาวิจัยที่ลึกล้ำขึ้นและรวมตัวกันมากขึ้นในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลก (GEC), หัวข้อแกนกลางสำหรับวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ในระบบพิภพ และโปรแกมวิจัยที่ทรงเกียรติของมัน (ที่บรรจบเข้ามาในการเป็นหุ้นส่วนเชิงวิทยาศาสตร์ด้านระบบพิภพ, ที่องค์การวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ICSU-สภาวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ เป็นผู้สนับสนุน).  วิทยาศาสตร์ความยั่งยืน ก็ได้ถูกสรรสร้างขึ้นด้วยการมาบรรจบกันของหลากสาขาวิชาระดับล้ำยุค (จากเศรษฐศาสตร์นิเวศและนิเวศอุตสาหรรม ถึง นิเวศฟื้นฟูและชีววิทยาอนุรักษ์, และไปถึงวิทยาศาสตร์ระบบพิภพ).
The route to the United Nations Conference on Sustainable Development (UNCSD) to be held in June 2012 in Rio de Janeiro, twenty years after the famous 1992 Earth Summit, is building an “exciting opportunity for a constructive confluence of the best scientific production, theory and practices dedicated to sustainable development. In these twenty years there has been deepening and consolidated research on Global Environmental Change (GEC), the central theme for all the sciences of the Earth system and its prestigious research programs (converging in the Earth System Science Partnership[1], sponsored by the world's largest scientific organization, ICSU - International Council for Science[2]). The Sustainability Science has also been created, with two international conferences which have been already realized and have brought together the confluence of numerous advanced disciplines (ranging from Ecological Economics and Industrial Ecology to Restoration Ecology and Conservation Biology, all the way to Earth System science.[3]

เหนือกว่านั้น, ความร่วมมือสำคัญระหว่างนักวิทยาศาสตร์จากระบบธรรมชาติวิทยา และบัณฑิตจากระบบสังคมวิทยา ได้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างประเทศ ที่สหประชาชาติสนับสนุน, เช่น การประเมินระบบนิเวศสหัสวรรษ และ TEEB, เศรษฐกิจของระบบนิเวศและความหลากหลายเชิงชีวภาพ ที่ได้ประเมินภาวะสุขภาพระบบนิเวศพิภพ, การบริการเพื่อสวัสดิการของมนุษย์และเศรษฐกิจ, การประเมินต้นทุนธรรมชาติ เป็นต้น.  มีการส่งรายงาน 4 ฉบับจากคณะทำงานระหว่างประเทศเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่รวบรวมความรู้ต่างๆ ในระบบภูมิอากาศของเรา, ผลกระทบจากฝีมือของพวกเรา, และคาดการณ์สำหรับอนาคต, นโยบายที่จำเป็นเพื่อบรรเทาและปรับตัวให้เข้ากับอากาศที่เปลี่ยนแปลง ฯลฯ.
Moreover, the important collaboration between scientists of the natural systems and scholars of the social systems has produced important international relations, sponsored by the United Nations, such as the Millennium Ecosystem Assessment[4] and TEEB, The Economics of Ecosystems and Biodiversity[5], which have assessed the state of health of the Earth's ecosystems, the services they provide to human welfare and the economy, the evaluation of natural capital and so on. Four reports of the Intergovernmental Panel on Climate Change[6] were also produced, taking stock of the knowledge of our climate system, the effects of our actions on it, on future scenarios, the policies needed for mitigation and adaptation to climate change, and so on.

ดัชนีความมั่งคั่งและการอยู่ดีมีสุข ตัวไหน?
Which indicators of wealth and well-being?

ดัชนี จีดีพี เป็นตัวชี้วัดนโยบายมหภาคที่รู้จักกันดีที่สุด.  มันถูกกำหนดขึ้นในยุคทศวรรษ 1930s โดยนักเศรษฐศาสตร์ เช่น ไซมอน คุซเนทส์, และถูกผันให้เป็นดัชนีจริงๆ เพื่อวัดความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ของประเทศ.  นักวางนโยบายทั่วโลกได้ใช้ จีดีพี เพื่อแสดงผลงานจากการดำเนินนโยบายทั่วไปว่า เป็นบวกหรือลบ และเพื่อจัดลำดับขั้นในระหว่างประเทศต่างๆ.  ภาพสะท้อนและปฏิบัติการที่เล็งที่การทบทวนดัชนีของพวกเราด้านความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ กำลังเกิดขึ้น, เพราะได้เป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า บรรดาดัชนีที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนไม่สามารถ “ถ่ายภาพ” ความจริงเกี่ยวกับมนุษยชาติได้อย่างชัดเจน ตลอดจนแจ้งข้อเท็จจริง, โชคไม่ดี, พวกเขาได้เพิกเฉยต่อสุขภาพของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของผืนพิภพ.  ในที่สุด คงถึงเวลาแล้วที่จะผนวกรวมบัญชีเศรษฐกิจคลาสสิค กับบัญชีนิเวศ.   นอกจากนี้ มีกระบวนการที่ครอบคลุมกว้างขวางเพื่อกำหนดนิยามสำหรับระบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายในการประชุม UNCSD ณ กรุงริโอ เดอ จาไนโร.
The gross domestic product (GDP) is the most well known measure of macroeconomic policies. It was formulated in the 30s by economists such as Simon Kuznets, and then turned into an actual indicator of wealth and prosperity of a country. It has been used by policy makers around the world to indicate positive or negative performances of policies in general and to determine rankings among the different countries.
The reflection and actions aimed at revising our indicators of wealth and prosperity are now well under way, since it has been demonstrated that the ones used today are clearly not able to "photograph" the reality of humankind as well as the fact that, unfortunately, they ignore the health of ecosystems and biodiversity of the planet. Finally it seems now time to integrate the classical economic accounting with ecological accounting. Moreover, there is an extensive process to define a new economy that will also be part of the discussion in the UNCSD of Rio de Janeiro.

เกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญยิ่งเหล่านี้ต่ออนาคตของพวกเราทั้งหมด, สถาบันทางการเช่น สหประชาชาติ, คณะกรรมาธิการยุโรป, Eurostat, OECD ได้ผลิตผลงานวิเคราะห์มากมาย.   เอ็นจีโอก็ได้มีส่วนร่วมด้วย, เช่น Club of Rome และ WWF, ด้วยการพิมพ์เผยแพร่รายงาน, “เอาธรรมชาติเข้ามาคำนวณด้วย” (1995) และการจัดเตรียมการประชุมสำคัญครั้งแรกด้วยหัวเรื่องในกรุงบรัซเซลส์ ในปี 1995, รวมทั้งการประชุมสำคัญครั้งสุดท้ายกับ คณะกรรมาธิการยุโรป และ รัฐสภายุโรป และการริเริ่มต่างๆ ต่อมา, รวมทั้งการประชุมสำคัญหลังสุดกับ คณะกรรมาธิการยุโรป และ รัฐสภายุโรป ในกรุงบรัซเซลส์ ในปี 2007, ที่ส่งสัญญาณกระตุ้นอย่างแรงให้กระแสการเมืองและเศรษฐกิจตระหนักถึงกระบวนเปลี่ยนผ่าน สู่การรวมสิ่งแวดล้อมเข้ามาคิดบัญชี ร่วมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ. แน่นอน คุณูปการที่มีนัยสำคัญที่ปรากฏในรายงานของคณะกรรมการที่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส Sarkozy อันประกอบด้วยผู้ได้รับรางวัลโนเบล 5 ท่าน ที่นั่งอยู่เป็นกรรมการด้วย และประสานงานโดย Joseph Stiglitz, Amartya Sen และJean Paul Fitoussi, และงานของ OECD เกี่ยวกับโครงการระดับโลกว่าด้วย ดัชนีใหม่ของความก้าวหน้าสำหรับสังคม.
On these issues of central importance for the future of us all, official institutions like the United Nations, the European Commission, Eurostat, the OECD have produced much analysis. Non-governmental organizations as well have been involved, such as the Club of Rome and WWF, with the publication of the report, "Taking Nature into Account" (1995) and the organisation of the first major conference with the same title in Brussels in 1995, together with the European Commission and the European Parliament and subsequent initiatives, including the last major conference with the European Commission and European Parliament in Brussels in 2007[7], which have strongly triggered world political and economic forces to realize a transition towards environmental accounting, in conjunction with economic activity. Naturally, significant contributions were also provided by the report of the committee wanted by French President Sarkozy with 5 Nobel Economics Prizes among its members and coordinated by Joseph Stiglitz, Amartya Sen and Jean Paul Fitoussi[8] and the OECD's work on the global project on new indicators of progress for society.[9] 

นอกจากงานของ OECD แล้ว, ยังมี สหประชาชาติ สหภาพยุโรป และสถาบัน-องค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ที่กำลังสรรสร้างกรอบคิดและชุดโครงการนำเสนอ, การริเริ่มในระดับสากล และประสบการณ์ที่นำมาปฏิบัติได้ กำลังเกิดขึ้นผ่านช่องทางงานวิจัยและพัฒนา ที่เสร็จสมบูรณ์ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา.  ในแคนาดา (ด้วยดัชนีแคนาดาที่วัดความอยู่ดีมีสุข) และออสเตรเลีย (ผ่านงานของสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย), มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมด้วยการใช้ดัชนีวัดความอยู่ดีมีสุข และเสริม จีดีพี.
In addition to all this, besides the work the OECD, the UN, the European Union and other international institutions and organizations are doing in creating a framework and a set of proposals, other international initiatives and practical experiences are underway through the work of research and development matured in recent years. In Canada (with the Canadian Index of Well Being) and Australia (through the work of the Australian Bureau of Statistics), there have been concrete advancements using indicators measuring well-being and supplementing GDP. 

ในบรรดาดัชนีที่ใช้, มี ISEW (ดัชนีของสวัสดิการที่ยั่งยืน), ที่คำนวณต้นทุนสิ่งแวดล้อมและการกระจายรายได้ ที่ได้รับการยอมรับในหลายๆ ประเทศและในบริบทท้องถิ่น.  การทำงบดุลสังคม, การตรวจสอบเชิงเพศสภาพ และการประเมินในทำนองเดียวกัน กำลังแพร่ขยายไปในพื้นที่ท้องถิ่น (แต่มีตัวอย่างของรัฐบาลกลาง เช่น นิวซีแลนด์), และครอบคลุมเทศบาลและรัฐบาลท้องถิ่นหลายร้อยแห่งทั่วโลก.
Among the many indicators used, there is the ISEW (Index of Sustainable Welfare), which calculates the environmental costs and income distribution: it has already been adopted in several national and local contexts. Social budgeting practices, gender auditing and similar assessments are spreading more and more in  local areas (but there are examples of central government such as New Zealand), and cover many hundreds of municipalities and local governments all over the world.

ในบางประสบการณ์ท้องถิ่น, ดัชนีเฉพาะ เช่น รอยเท้านิเวศ หรือ QUARS (คุณภาพของการพัฒนาระดับภูมิภาค) ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน.  ในอิตาลี, นี่เป็นกรณีของภูมิภาค เช่น Lazio and Tuscany.  โดยเฉพาะ QUARS ที่มีการระบุ 7 ปริมณฑล และ 41 ดัชนีในมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ในการประเมินผลกระทบของนโยบายเฉพาะเรื่อง.  ได้ถูกใช้ในเมือง Arezzo, ในจังหวัด เช่น Trento, Ascoli Piceno และโรม, โดยถือเป็นจุดอ้างอิงสำหรับการดำเนินแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาจังหวัด.  มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมากมายในอิตาลีที่ทำงานด้านการดำเนินนโยบายสาธารณะ บนพื้นฐานของดัชนีสัสดิภาพเขต, เช่น เครือข่ายเมืองที่มีศีลธรรม และเครือข่ายเทศบาลใหม่.
In some of these local experience, specific indicators such as ecological footprint or QUARS (Quality of Regional Development) are used as a tool to address economic and financial policies. In Italy, this is the case of regions such as Lazio and Tuscany. In particular, the QUARS[10] with the identification of 7 domains and 41 indicators of social, environmental and cultural dimensions, has become an increasingly popular tool in assessing the effects and impacts of specific policies. It is used in the town of Arezzo, in provinces such as those of Trento, Ascoli Piceno and Rome, where it is taken as a reference for the implementation of the strategic plan of development of the province[11]. There are also many local authorities in Italy who are working on the implementation of public policies on the basis of territorial welfare indicators, such as the Network of Virtuous Townships[12] and the Network for a new municipality.[13]

เครือข่ายเมืองใหญ่ที่ใช้ดัชนีใหม่ในนโยบายสาธารณะ
Networking cities that use new indicators in their public policies

ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมมากมายได้ดำเนินการโดยเทศบาลและรัฐบาลท้องถิ่น—และในระดับสากล—ภายในกรอบคิดของ วาระ 21
Many concrete experiences have been carried out by municipalities and local governments – and at the international level - within the framework of Agenda 21.

ในบรรดาต้นทุนยุโรป, มีตัวอย่างที่มีนัยสำคัญ—ที่ได้รับแรงดลใจจาก วาระ 21—จากกรุงดับลิน และเฮลซิงกิ (<www.un.org/esa/dsd/agenda21>).  การขับเคลื่อน “ข้อตกลงร่วมของนายกเทศมนตรี” ควรถูกเอ่ยถึงด้วย: มันได้ถูกแปลใส่เป็นสัญญาผูกพันอย่างเป็นรูปธรรมในนโยบายท้องถิ่นว่าด้วย ความมีประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียน, ให้เป็นไปตามเป้าหมายของ 20/20/20.  เครือข่ายนี้เชื่อมโยง นายกเมศมนตรีกว่า 2,600 คน, ที่เป็นตัวแทนของประชาชนกว่า 126 ล้นคน (<www.eumayors.eu>).  นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่าง, บ้างเชื่อมกับการประยุกต์ที่มีความยืดหยุ่นของดัชนีสวัสดิการ, ตัวอย่างอื่นๆ จำกัดอยู่ในภาคส่วนเฉพาะ, ที่สะท้อนความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นของการอภิปรายและสาธยายถึงวิธีการที่ปฏิบัติได้ ด้วยการใช้ดัชนีเพื่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ.  ด้วยหนทางนี้, จากการใช้อย่างมีขอบเขตในฐานะเป็นตัวแทนและความอยู่ดีมีสุขเชิงสถิติและการสื่อออกที่ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น, ดัชนีเหล่านี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่กำหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ ตรวจสอบนโยบายสาธารณะ, ในระดับเดียวกันกับดัชนีอื่นๆ ของเศรษฐกิจมหภาค.
Among the European capitals, there are the significative examples - inspired  by Agenda 21 - of Dublin and Helsinki (<www.un.org/esa/dsd/agenda21>). The movement of the "Covenant of Mayors" must also be mentionned: it has undertaken to translate into concrete commitments local policies on energy efficiency and use of renewable energy, in accordance with the goals of 20/20/20. It networks more than 2,600 mayors, representing over 126 million people (<www.eumayors.eu>). These are only a few examples, some linked to an organic application of welfare indicators, others limited to certain sectors, which reflects the growing importance of the debate and the elaboration of practical means using indicators for public policy making. In this way, from a confined use as broader statistical and articulated representation and well-being,  these indicators are becoming instruments that impose constraints, objectives, audits on public policies, at the same level of other indicators of macroeconomic nature.

จีดีพี ทุกวันนี้ ยังเป็นดัชนีหลักสำหรับการพัฒนาสังคมทั้งมวลและความก้าวหน้าทั่วไป.  ถึงอย่างไร, ด้วยธรรมชาติและจุดประสงค์ของมัน, จีดีพี ไม่สามารถเป็นกุญแจไขความเข้าใจต่อประเด็นทั้งหมดที่อยู่ในวงอภิปรายสาธารณะ.  โดยเฉพาะ, จีดีพี ไม่ได้วัดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม หรือการโอบรวมเชิงสังคม, และข้อจำกัดเหล่านี้ควรจะถูกพิจารณา เมื่อใช้ จีดีพี ในการวิเคราะห์หรืออภิปรายเชิงนโยบาย.
GDP is still today considered a proxy indicator for overall development of society and progress in general. However, given its nature and its purpose, the GDP can not be the key to understanding all issues subject to public debate. In particular, the GDP does not measure environmental sustainability or social inclusion, and these limitations should be considered when it is used in the analysis or in policy debates.

มองจากมุมนี้, นโยบายที่มีนัยสำคัญได้ถูกรวบรวมในสหภาพยุโรป.  มันไม่ใช่เป็นการบังเอิญที่การสื่อสารของคณะกรรมาธิการยุโรป ต่อสภาและรัฐสภายุโรป เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2009 ในหัวข้อ “จีดีพี มาตรวัดความก้าวหน้าในโลกที่เปลี่ยนแปลง”, ได้คาดการณ์ว่า ในปี 2013 จะมีบัญชีสิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพสำหรับทุกประเทศในสหภาพยุโรป, พร้อมกับบัญชีเศรษฐกิจคลาสสิค.
Significant policies, from this point of view, are collected within the European Union. It is no accident that the European Commission's Communication to the Council and the European Parliament dated August 20th, 2009 and titled "GDP. Measuring progress in a changing world", foresees that by 2013 for all EU countries physical environmental accounts will be available, along with the classic economic accounts.

ความพยายามของคณะกรรมาธิการถูกสรุปเป็นดัชนีตัวหนึ่ง ที่สะท้อนสถานภาพสุขภาพของสิ่งแวดล้อมโลก ที่จะบวกเข้ากับ จีดีพี.  เชื่อกันว่า ดัชนีทั้งหลายที่สรุปประเด็นสำคัญๆ ในตัวเลขหลักเดี่ยว เป็นเครื่องมือการสื่อสารที่จำเป็นยิ่ง ที่จะกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายสาธารณะ, เผยให้ประชาชนเห็นหากความก้าวหน้าได้เกิดขึ้นจริง.  จีดีพี และอัตราการว่างงานและเงินเฟ้อ เป็นตัวอย่างที่มีนัยสำคัญของดัชนีเชิงสรุปเหล่านี้, แต่จุดประสงค์ของมัน ไม่ใช่เพื่อรวบรวมสถานการณ์ของประเด็นต่างๆ เช่น ความไม่เท่าเทียมเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคม.
The attempt that the Commission is making is to also summarize in one indicator the status of global environmental health to be summed to the GDP. It is believed that indicators that summarize important issues in the single digits are essential communication tools that trigger public debate, allowing people to see if progress has been actually achieved. GDP and unemployment rates and inflation are significant examples of such summary indicators, but their purpose is not to take stock of the situation on issues such as environment or social inequalities.

การแทรกแซงสี่เส้นทางของยุโรป
Four lines for European intervention

โดยสรุป, เมื่อเร็วๆ นี้, เราได้พยายามแปลดัชนีสวัสดิการในนโยบายสาธารณะและบทปฏิบัติที่ดี.  ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีและนโยบาย, มีสี่เส้นทางที่รัฐบาล, รัฐสภา และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถปฏิบัติตามบนบรรทัดฐานของยุโรป
In recent years, in conclusion, we have tried to translate the welfare indicators in public policy and good practices. Regarding the relationship between indicators and policies, there are the four lines that could be followed by governments, parliaments and local authorities on a European scale.

ประการแรก คือ การยอมรับดัชนีที่เสนอโดย “คณะกรรมาธิการ สติกลิทซ์”, ที่สามารถนำมาใช้ในกฎหมายการเงิน การจัดสรรงบดุล และในเอกสารสำหรับการวางแผนเศรษฐกิจและการเงิน.
The first is the adoption of the indications made by the "Stiglitz Commission”, which could be appropriately used in financial, budgetary laws and in the economic and financial planning documents.

ประการที่สอง คือ คำจำกัดความของ ข้อตกลงเพื่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม, การกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตสำหรับนโยบายสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีที่เลือกไว้.
The second is the definition of a "economic, social and environmental stability pact, setting objectives and constraints for public policies related to the chosen indicators.

ประการที่สาม คือ การใช้ดัชนีสวัสดิการในการวางแผนเศรษฐกิจและการเงิน: ขึ้นกับประเทศและอาณาเขต, มีเครื่องมือมากมาย, พื้นที่และสาขาวิชาที่จะนำมาประยุกต์ใช้ ที่สามารถอ้างอิงได้เพื่อสร้างดัชนีที่เป็นรูปธรรม.
The third is the use of welfare indicators in the Economic and Financial Planning: depending on the countries and territories, there are several tools, areas and fields of application which can usefully be referenced to help build the identified indicators.

ในที่สุด, มีจุดที่เรียกว่า “บัญชีโคจร”: ด้วยการจัดสรรงบดุลด้านสิ่งแวดล้อม. การตรวจสอบเชิงสังคมและเพศสภาพ  เป็นไปได้ที่จะสร้างเครื่องมือเพื่อวัดความอยู่ดีมีสุข และเพื่อประเมินผลและผลกระทบของนโยบาย, และที่สามารถช่วยระบุทางเลือก และพิสูจน์ผลลัพธ์ได้.
Finally, there is the point of so-called "satellite accounts": with environmental budgeting, social and gender auditing it is possible to build instruments to measure well-being and to assess the effects and impact of policies, and which are able to help indicate the choices and verify the results.

เรื่องหนึ่งที่ผุดขึ้นจากการอภิปรายระหว่างดัชนีและนโยบายสาธารณะ คือ ความชอบธรรมของการเลือกดัชนีต่างๆ.   ในบริบทนี้, กระบวนการสาธารณะในการสร้างการมีส่วนร่วมและแบ่งปันดัชนีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ได้กลายเป็นจุดสำคัญในการนิยามชุดปริมณฑลและดัชนีที่มีความชอบธรรมทางสถาบันและสังคม.
One point that emerges in the debate between indicators and public policies is the legitimacy of the choice of indicators[14]. In this context, the public process of building participatory and shared indicators with all stakeholders concerned becomes a crucial point in defining a set of domains and indicators that have institutional and social legitimacy.

ในบริบทนี้, ตัวอย่างหนึ่ง คือ ความก้าวหน้าในอิตาลี, ซึ่งเป็นการริเริ่มของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาเศรษฐกิจและแรงงานแห่งชาติ ที่ได้จัดตั้ง “กรรมาธิการเชื่อมโยงความริเริ่มระหว่างสถาบันในการพัฒนาดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าและอุดมสมบูรณ์” ได้เริ่มงานในปี 2011 และจะสรุปงานในปี 2012, ด้วยเป้าหมายเพื่อ “พัฒนานิยามร่วมของความก้าวหน้าในสังคมอิตาลี, เพื่อเผยพื้นที่สำคัญๆ ในเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”.  เหนือกว่านั้น, เราตั้งใจที่จะเลือกชุดดัชนีที่มีคุณภาพสูง และเป็นตัวแทนของปริมณฑลต่างๆ.  แล้วดัชนีเหล่านี้จะได้ถูกเผยแพร่ต่อพลเมือง ผ่านช่องทางการกระจายข้อมูลของวิวัฒนาการของดัชนีเหล่านี้อย่างกว้างขวาง.
In this context, an example is the progress in Italy, where on the initiative of ISTAT (National statistics agency) and CNEL (National Council for Economy and Labour), a "steering committee on the inter-institutional initiative to develop indicators of progress and prosperity" began its work in 2011 and will conclude in 2012, with the aim to "develop a shared definition of the progress of Italian society, to express the economic, social and environmental major areas (...) Furthermore, we intend to select a set of high quality statistical indicators and representative of the various domains (...) these indicators will then be disseminated to citizens through a widespread distribution of the evolution of these indicators.[15]

สำหรับอิตาลี, นี่จะเป็นก้าวสำคัญสู่การใช้ดัชนีอย่างกว้างขวางในนโยบายสาธารณะในระดับชาติและท้องถิ่น.
For Italy, this could be a decisive step towards the widespread use of indicators in public policy at national and local levels.

<www.essp.org>.
<www.icsu.org>.
<www.sustainabilityscience.org>.
<www.maweb.org>.
<www.teebweb.org>.
<www.ipcc.ch>.
See: <www.beyond-gdp.eu>.
<www.stiglitz-sen-fitoussi.fr>.
<www.oecd.org/progress>.
<www.sbilanciamoci.org>.
<capitalemetropolitana.provincia.roma.com>.
<www.comunivirtuosi.org>.
<www.nuovomunicipio.org>.
On the dimension of the relationship between indicators and public policies, an important reference is the document "Health and solidarity" of the campaign Sbilanciamoci (www.sbilanciamoci.org) operating in Italy.
See: <www.cnel.it/19?shadow_comunicati_stampa=3090>.

ดรุณีแปล / 3-24-12
                                                                                                                                                              

28. กระแสอาเซียน/ASEAN confluence


 (ตัดมา)

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของ อาเซียน และประชาคมอาเซียน

อาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations) คือ องค์กรเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และความมั่นคง
อาเซียนก่อตั้งอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) มีสมาชิกแรกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศโดยประเทศสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมได้แก่ บรูไน (7 ม.ค. 2527) เวียดนาม (28 ก.ค. 2538) ลาว พม่า (23 กค 2540) และกัมพูชา (30 เม.ย. 2542)

สงครามเย็น
ในแง่ประวัติศาสตร์การเมืองยุคสงครามเย็น อาเซียนคืออีกกลไกหนึ่งที่ฝ่ายโลกตะวันตกได้ผลักดันให้เกิดขึ้น โดยหวังว่าอาเซียนจะช่วยต้านการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฎีปฏิวัติโดมิโน่ในภูมิภาคนี้ได้  อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มหาอำนาจฝ่ายตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ให้การสนับสนุนประเทศในอาเซียนโดยไม่สนใจว่าประเทศเหล่านั้นจะปกครองด้วยระบอบการเมืองแบบใด จะมีคณะรัฐบาลทหารปกครองโดยเว้นวรรคระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ขอเพียงต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็พอแล้ว
หลังจากที่อาเซียนก่อตั้งได้ไม่นาน การเมืองยุคสงครามเย็นก็มีเหตุต้องพลิกผัน เมื่อจีนเกิดแตกหักกับโซเวียตในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ทำให้อเมริกาเห็นช่องทางสร้างดุลอำนาจสามเส้า ด้วยการสร้างสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 อันเป็นที่มาของการทูตหมีแพนด้า การทูตปิงปอง การสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม[1] และการหันมาเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและชาติตะวันตกใหม่อีกครั้ง
การหันมาจับมือกันของโลกตะวันตกกับจีน ทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจีนประกาศนโยบายเปิดประเทศ และเริ่มเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสู่ระบบตลาดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ตามมาด้วยโซเวียตรวมทั้งกลุ่มประเทศบริวารทั้งหลายในช่วงทศวรรษที่ 1980 ถือเป็นการสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของสงครามเย็น และเริ่มเข้าสู่ยุคของการค้าเสรีแทบจะในทันที

เริ่มยุคการค้าเสรี  WTO และ AFTA
อันที่จริงแนวคิดเรื่องการค้าเสรีเป็นสิ่งที่กลุ่มโลกตะวันตกและพันธมิตรได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้ร่วมกันจัดทำข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) และได้จัดประชุมเพื่อเจรจาลดภาษีศุลกากรตลอดจนอุปสรรคทางการค้าทั้งสิ้น 8 ครั้ง โดยเฉพาะในการประชุมครั้งที่ 8 ที่ประเทศอุรุกวัยเมื่อปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) นั้น อาจถือได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ เพราะได้เริ่มมีการเจรจาเปิดเสรีการค้าภาคบริการเช่น การเงิน  ธนาคาร และการประกันภัย รวมทั้งยังได้เริ่มเจรจาเพื่อกำหนดข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า (TRIPS) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณะสุข (สิทธิบัตรยา) และความมั่นคงทางอาหาร (สิทธิบัตรพันธุ์พืช) ของประเทศกำลังพัฒนาที่ร่วมเป็นภาคีสัญญา

นอกจากนี้ยังได้มีมติให้ตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อทำหน้าที่แทน GATT โดย WTO มีฐานะเป็นองค์กรนิติบุคคลระหว่างประเทศ ส่วนประเทศภาคีสัญญา GATT เดิมต้องสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO โดยมีพันธะกรณีต้องปฏิบัติตามทุกข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากการประชุมรอบอุรุกวัย และ WTO มีอำนาจบังคับหรือลงโทษสมาชิกที่ละเมิดข้อตกลงได้
การที่ข้อตกลงเรื่อง TRIPS เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวเช่นนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์อย่างรุนแรงว่า WTO ออกใบอนุญาต “ปล้น” ทรัพยากรของสมาชิกประเทศยากจน  ทำให้ประเทศยากจนต้องพึ่งพิงประเทศร่ำรวยแทบจะโดยเบ็ดเสร็จ คล้ายเป็นการออกล่าอาณานิคมยุคใหม่ นอกจากนี้ก็มีข้อวิจารณ์รุนแรงต่อกลุ่มประเทศร่ำรวยและ  WTO ว่าไม่มีทางสร้างสิ่งที่เรียกว่าการค้าเสรีได้จริง เพราะประเทศร่ำรวยยังคงหาทางเจรจาเพื่อกำหนดทิศทางตลาดได้ รวมทั้งยังคงออกมาตรการกดดันหรือปกป้องตลาดของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการบิดเบือนหลักการสูงสุดของการค้าเสรีเรื่องการค้าที่เป็นธรรมและโอกาสที่เท่าเทียมของคู่ค้า กระแสต่อต้านการค้าเสรีจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง[2] ทำให้การเจรจารอบนี้ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีกว่าที่จะตกลงกันได้ ซึ่งก็เป็นแค่เพียงบางเรื่องเท่านั้น ทำให้สมาชิกหลายประเทศที่ยังคงต้องการเดินหน้าสู่การเปิดการค้าเสรีหันมาใช้วิธีการเจรจาแบบทวิภาคี และการจับกลุ่มเปิดตลาดเสรีในภูมิภาคแทน เช่น เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ  (NAFTA)
แม้จะรู้ว่าระบบการค้าเสรีภายใต้ WTO มีความเสี่ยงเพียงใด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอะไรให้กับประเทศกำลังพัฒนามากนัก เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศอาเซียน ที่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจสร้างเขตการค้าเสรีภูมิภาคอาเซียน (AFTA) ขึ้นในปี พ.ศ. 2535 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างอำนาจต่อรอง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค  เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ  และเพื่อส่งเสริมการค้าภายในกลุ่มประเทศอาเซียนให้มีปริมาณมากขึ้น โดยหวังว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะสร้างความมั่งคั่งให้กับภูมิภาคได้[3]

วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 โดยเฉพาะหลังจากที่ได้มีการจัดตั้ง AFTA เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนก็เติบโตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าความอัศจรรย์นี้ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความหายนะในเวลาเพียงแค่ 5 ปี
ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) วิกฤติเศรษฐกิจการเงินที่เริ่มต้นจากประเทศไทยได้ ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว และได้แพร่ระบาดต่อไปยังระบบเศรษฐกิจของเอเชียและของโลกในท้ายที่สุด ผู้นำประเทศตลอดจนนักวิเคราะห์ทั้งหลายเริ่มตระหนักอย่างแท้จริงว่า การเปิดเสรีทางการเงินสามารถช่วยสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างหายนะทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน[4] ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ประเทศกำลังพัฒนาควรจะปฏิเสธการพัฒนาแบบเสรีนิยมเช่นการเปิดตลาดการค้าเสรี หรือควรจะเดินต่อไปด้วยความรอบคอบและสุขุมกว่าเดิม?
กลางเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2540 บรรดาผู้นำอาเซียนได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอย่างไม่เป็นทางการที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว  สุดท้ายแล้วอาเซียนก็ได้ตัดสินใจที่จะเดินตามเส้นทางพัฒนาสายเสรีนิยมต่อไป ทั้งนี้เพราะอาเซียนเห็นว่า ทางเดียวที่จะช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนก็คือ การลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค และการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นเพื่อจะดึงดูดการลงทุนได้นั้น มีทางเดียวก็คือจะต้องรวมตลาดและขยายตลาดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น  ไม่ใช่การถอยกลับไปสู่แนวคิดโบราณที่สร้างกำแพงกั้นตลาดของแต่ละประเทศแยกจากกัน ซึ่งมีแต่จะเป็นการลดเพดานการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไปด้วย[5]
นอกจากจะยืนยันว่าอาเซียนจะเดินไปตามเส้นทางพัฒนาสายเดิมต่อไปแล้ว บรรดาผู้นำอาเซียนยังเห็นร่วมกันว่า อาเซียนจำเป็นต้องเดินให้เร็วและรวมตัวกันให้มากขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นที่มาของการร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน  2563 (ASEAN vision 2020) อันนำไปสู่การจัดตั้งสามเสาประชาคมอาเซียนในที่สุด

จาก ASEAN Vision 2020 สู่สามเสาประชาคมอาเซียน

เอกสารวิสัยทัศน์อาเซียนซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญจากการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2540 ได้จินตนาการถึงอาเซียนในปี พ.ศ. 2563 ไว้อย่างน่าประทับใจว่า “อาเซียนจะต้องเป็นเสมือนวงสมานฉันท์ของบรรดาประเทศสมาชิก  ที่มุ่งปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก และดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ มีความมั่งคั่ง ตลอดจนร่วมกันเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัตร เพื่อก้าวสู่การเป็นสังคมที่ดูแลห่วงใยกันและกัน”[6]
หากเราพักเรื่องความประทับใจไว้ แล้วลองพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า เอกสารวิสัยทัศน์อาเซียนให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ได้แก่ ความมั่นคง-เสถียรภาพของภูมิภาค  เรื่องความมั่งคั่ง  และเรื่องการสร้างสังคมที่ดูแลห่วงใยกัน (caring societies) เหตุที่อาเซียนมองว่าในอนาคตจะต้องให้ความสำคัญกับสามเรื่องดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในปี พ.ศ. 2540 อาเซียนไม่ได้เผชิญแค่วิกฤติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องวิกฤติสิ่งแวดล้อมควันไฟป่าจากกาลิมันตันและสุมาตรา  รวมทั้งเรื่องปัญหาวิกฤติการเมืองในประเทศกัมพูชาที่ทำท่าว่าจะลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศไปด้วย[7]
นอกจากนี้ อาเซียนได้ตระหนักแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นปัญหาระดับภูมิภาคมากขึ้นทุกที ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะรวมตัวกันอย่างหลวมๆ หรือไม่เป็นทางการเช่นที่ผ่านมาได้อีกต่อไป อาเซียนจำเป็นต้องรวมตัวกันอย่างจริงจังโดยให้ความสำคัญกับมิติทั้ง 3 อย่างเต็มที่ คือ
ในมิติความมั่นคง อาเซียนมองว่าจำเป็นต้องหาวิธีจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม  ในมิติของความมั่งคั่ง อาเซียนเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ด้วยการเร่งกระบวนการเปิดเสรีการค้า และมุ่งสู่ระบบการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2563[8]  ในมิติของการสร้างสังคมที่ห่วงใยกัน อาเซียนเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างให้คนในอาเซียนเกิดสำนึกถึงอัตลักษณ์ร่วมของภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การสร้างสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน และสร้างให้เกิดสำนึกความห่วงใยช่วยเหลือกันมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนอาเซียนมีความพร้อมรับมือกับปัญหาสังคมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนา การเปิดเสรีการค้า และโลกาภิวัฒน์
3 มิติหลักที่วิสัยทัศน์อาเซียนให้ความสำคัญได้พัฒนาไปสู่แนวคิด 3 เสาประชาคมอาเซียน  ส่วนเรื่องการสร้างชุมชนอาเซียนให้มีความร่วมมืออย่างจริงจังก็ได้พัฒนาไปสู่การเขียนกฎบัตรอาเซียน เพื่อสร้างธรรมนูญหรือกฎเกณฑ์ ตลอดจนสร้างองค์กรอาเซียนที่มีสถานะเป็นองค์กรนิติบุคคลระหว่างประเทศอย่างแท้จริง
หลังจากการประกาศวิสัยทัศน์อาเซียน 2563 กระบวนการสร้างชุมชนอาเซียนใหม่ก็มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 9 ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันลงนามในเอกสารประวัติศาสตร์ที่เรียกกันต่อมาว่า “ปฏิญญาบาหลีฉบับที่สอง” (Bali Concord II) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 3 เสาสำคัญได้แก่  ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  ประชาคมเศรษฐกิจ  และประชาคมสังคมวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563
จากนั้น ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2550 ได้มีการประกาศเลื่อนเป้าหมายการรวมตัวให้เร็วเข้ามาอีก 5 ปีเป็น พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) และในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ ประเทศไทย ผู้นำอาเซียนก็ได้ร่วมลงนามในเอกสาร “Roadmap for an ASEAN Community 2009-2015″[9] ซึ่งเป็นการรวมพิมพ์เขียวหรือแผนงานการสร้างสร้างประชาคมทั้ง 3 เสาไว้ด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นเอกสารที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับทั้งสามเสาประชาคมมากที่สุดชิ้นหนึ่ง โดยสรุปแล้ว สามเสาประชาคมมีสาระสังเขปดังนี้

ประชาคมการเมืองและความมั่นคง
มีเป้าหมายเพื่อสร้างอาเซียนให้เป็นประชาคมที่มีเสถียรภาพและสันติภาพ ปราศจากภัยคุกคามทางการทหารและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ  ส่งเสริมให้อาเซียนมีปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสร้างสรรค์กับประชาคมโลก ตลอดจนริเริ่มแนวทางในการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งริเริ่มกลไกใหม่ๆ ในการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค[10]

ประชาคมเศรษฐกิจ
มีเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่การเป็นตลาดและเป็นฐานการผลิตเดียวที่สามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นได้ โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า  บริการ แรงงานฝีมือ และเงินทุนอย่างเสรี ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนา และเพื่อช่วยยกระดับศักยภาพของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ในการเข้าสู่กระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้ดียิ่งขึ้น[11]

ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม[12]
เป้าหมายคือการยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกด้านให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี  ในสิ่งแวดล้อมที่ดี  มีความมั่นคงทางสังคม พร้อมรับมือกับผลกระทบอันเนื่องมาจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ  ตลอดจนมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน มีสำนึกความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์  มรดกทางวัฒนธรรม และมีสำนึกร่วมในอัตลักษณ์ของภูมิภาค เพื่อสร้างให้เกิดสำนึกการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี  มีความรับผิดชอบ อันจะนำไปสู่การสร้างให้ประชาคมอาเซียนเป็นสังคมแห่งความห่วงใยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยมีแผนงานที่สำคัญดังนี้
1) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการสนับสนุนการศึกษา  สนับสนุนให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากขึ้น  ตลอดจนสนับสนุนให้ประชาชนเสริมทักษะในการเป็นผู้ประกอบการให้มากขึ้น
2) ส่งเสริมสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยการยกระดับความเป็นอยู่ให้พ้นจากความยากจน  เสริมสร้างเครือข่ายทางสังคมเพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาและการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน  ส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร  พัฒนาระบบสาธารณสุขและเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน  ต่อต้านยาเสพติด  และให้อาเซียนเป็นสังคมที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้
3) ส่งเสริมความยุติธรรมและสิทธิทางสังคม ด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิตลอดจนสวัสดิการของประชาชนและแรงงานอพยพ
4) ส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการและการป้องกันปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมข้ามแดน เช่น มลพิษหมอกควันข้ามแดน  มลพิษจากของเสียที่มีพิษข้ามแดน ฯลฯ
5) การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน ส่งเสริมให้ประชาชนอาเซียนเกิดสำนึกร่วมในเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย  ส่งเสริมให้ประชาชนอาเซียนเกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกันทั้งในด้าน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์  และศาสนา ส่งเสริมให้เกิดสำนึกร่วมในความเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน และส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และสินค้าวัฒนธรรมของอาเซียน
กฎบัตรอาเซียน
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการของประวัติศาสตร์สมาคมอาเซียนก็คือ  อาเซียนไม่เคยมีสถานะทางกฎหมาย หมายความว่าอาเซียนไม่ได้มีตัวตนอย่างแท้จริง การประชุมสุดยอดผู้นำ ตลอดจนการติดต่อประสานงาน และการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมด ล้วนเป็นไปอย่าง “ไม่เป็นทางการ” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศสมาชิกอาจจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงใดๆ ที่ทำไว้กับสมาคมอาเซียนก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย โดยที่สมาคมอาเซียนก็ไม่มีอำนาจและไม่มีกลไกอะไรไปบังคับประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามได้[13]
แม้ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวจะช่วยประคองสมาคมอาเซียนให้ผ่านภาวะวิกฤติในอดีตมาได้ แต่นับวันก็ยิ่งกลายเป็นข้อจำกัดมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นอาเซียนจึงตัดสินใจปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการเขียนกฎบัตรอาเซียน ซึ่งมีผลให้ อาเซียนยกฐานะขึ้นเป็นองค์กรนิติบุคคล  มีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน  มีผู้แทนถาวรประจำอาเซียน และมีธรรมนูญหรือกฎหมายข้อบังคับ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม[14]
อาเซียนเริ่มต้นกระบวนการเขียนกฎบัตรฯ ตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 10 พ.ศ. 2547 (2004)ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว จากนั้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 พ.ศ. 2550 (2007) ที่เมืองเซบูประเทศฟิลิปปินส์ อาเซียนได้เริ่มดำเนินการยกร่างกฎบัตรอาเซียน และประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 (2008) เป็นต้นมา

กฎบัตรอาเซียนประกอบด้วยข้อบท 13 บท 55 ข้อ โดยมีส่วนที่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การระบุให้มีการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน  และระบุให้องค์กรอาเซียนต้องมี ปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากขึ้นด้วย

ข้อวิจารณ์หลักต่ออาเซียน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาเซียนมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นองค์กรเสือกระดาษ บ้างก็วิจารณ์ว่าอาเซียนทำงานแบบ Lip service คือ การเจรจากับการปฏิบัติมักไม่สอดคล้องกัน แต่กระนั้นอาเซียนก็ยังคงประสานสัมพันธ์ระหว่างชาติสมาชิกไว้ได้อย่างดี และหากจะให้ความเป็นธรรมกับอาเซียนบ้าง เราคงต้องยอมรับว่าแม้จะมีอุปสรรคและขีดจำกัดมากเพียงใด แต่อาเซียนก็ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการดำเนินงานมาตลอดจนถึงปัจจุบันเช่นกัน
ดังนั้นแทนที่จะวิจารณ์ตามธรรมเนียมข้อเขียนวิชาการ  ในที่นี้จึงเปลี่ยนเป็นการหยิบยกข้อวิจารณ์ที่อาจสะท้อนถึงข้อจำกัดหรือเพดานที่กดให้อาเซียนเดินไปได้อย่างเชื่องช้า เพื่อจะได้ร่วมกันหาทางก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ไปให้ได้ โดยขอยกตัวอย่างที่สำคัญสองเรื่อง

เต็มไปด้วยคำนามธรรมอุดมคติ
ในเอกสาร Roadmap เราจะพบว่ามีการกล่าวถึงคำใหญ่ที่เป็นแนวคิดอุดมคติมากมาย เช่น สิทธิมนุษยชน   ประชาธิปไตย  ขันติธรรม  ความอดทนอดกลั้น  การเคารพในความแตกต่างหลากหลาย  การมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ฯลฯ โดยเฉพาะในกฎบัตรอาเซียนที่มักถูกอ้างถึงอยู่เสมอว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะได้มีการระบุให้ต้องจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน รวมทั้งสนับสนุนให้องค์กรภาคประชาชนมีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น
แต่นี่ก็ดูจะเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง เพราะแนวคิดที่ถูกอ้างถึงเหล่านี้ล้วนเป็นค่านิยมเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งดูจะไม่ลงรอยนักกับวิถีการเมืองและโลกทัศน์ประชาธิปไตยในแบบอาเซียน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประเทศในอาเซียนมีความแตกต่างไปจากค่านิยมและวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบสังคมยุโรปตะวันตกค่อนข้างมาก[15] และหลายเรื่องก็ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงด้วย เช่น บทบาทและสิทธิของสตรีที่ยังแตกต่างในประเทศอาเซียน รวมทั้งค่านิยมทางการปกครองและโลกทัศน์เรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้คน เป็นต้น
ดังนั้นการที่อาเซียนแต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพียง 10 คนเพื่อร่างกฎบัตรฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้คนถึงกว่า 500 ล้านคน จึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดายโดยปราศจากเสียงท้วงติงจากเหล่าผู้นำอาเซียนหรือผู้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด[16] นอกจากนี้การที่ผู้คนทั่วไปแทบจะไม่รู้จักว่าประชาคมอาเซียนคืออะไร กำลังจะทำอะไร หรือรวมตัวแล้วจะส่งผลดีหรือเสียอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นคำตอบได้อย่างดีว่า ประชาคมอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลางจริงหรือไม่ หรือการตั้งเป้าหมายให้ประชาคมอาเซียนเป็นสังคมที่ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ด้วยความแตกต่างหลากหลายอย่างลึกซึ้งของผู้คนในอาเซียนจะนำไปสู่การยอมรับร่วมกันในค่านิยมใหม่นี้ได้เพียงใด

ถ้าเศรษฐกิจดี ประชาชนก็จะอยู่ดีกินดีไปเอง
ในเอกสารแนะนำประชาคมอาเซียนที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปนั้น มักอธิบายว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนและการรวมตลาดอาเซียนให้เป็นตลาดเดียวที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้อาเซียนมีความน่าสนใจและดึงดูดการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาคได้[17] กล่าวอีกนัยก็คือ ถ้าเศรษฐกิจดีประชาชนก็จะมีกินมีใช้ไปเอง
ทว่าคำอธิบายแบบนี้ชวนให้นึกถึงภาพของ คนต้นน้ำที่กั้นฝายไว้ใช้ในยามแล้งแล้วก็บอกคนปลายน้ำว่า ถ้าน้ำมากก็จะล้นไหลไปเอง เมื่อนึกถึงภาพนี้ก็ชวนให้เกิดคำถามว่า อาเซียนเองไม่เคยพูดถึงการกระจายความมั่งคั่งเลย หรือเพราะอาเซียนเกรงว่าจะกลายเป็นการแทรกแซงระบบตลาดซึ่งขัดกับหลักปรัชญาการค้าเสรี หรือที่จริงแล้วประชาชนอาจยังไม่ใช่ศูนย์กลางของอาเซียนในจินตนาการเรื่องเศรษฐกิจ[18]



บทส่งท้าย
แม้ในปัจจุบันกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มภาคประชาสังคมได้ร่วมกันติดตามและนำเสนอข้อวิจารณ์ มากมาย ทำให้เราเห็นถึงปัญหาน่าวิตกหลายประการของอาเซียนและแผนงานการสร้างประชาคมอาเซียน  แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าสังคมทุกฝ่ายก็มีความคาดหวังต่อองค์กรนี้สูงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การที่อาเซียนซึ่งเคยเป็นอดีตเวทีปิดเฉพาะชนชั้นนำ บัดนี้ได้เริ่มเปิดให้ “คนอื่น” ได้เข้าร่วมสื่อสารแลกเปลี่ยนมากขึ้น เช่น เริ่มมีการทำงานกับกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งแม้จะยังไม่มากแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ รวมทั้งความกระตือรือร้นขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมต่างๆ ในการเฝ้าจับตาดูการทำงานของอาเซียนอย่างใกล้ชิด นี่ก็เป็นอีกดัชนีที่บอกถึงความตื่นตัวของผู้คนที่มีต่ออาเซียน ซึ่งหากมองในแง่นี้ก็ดูจะเป็นสัญญาณด้านบวกต่อทั้งองค์กรอาเซียน  กลุ่มผู้วิจารณ์ และโดยเฉพาะต่อสังคมในภูมิภาคนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ประชาคมอาเซียน ในความหมายที่เน้นความสำคัญของ “ประชาคม” คงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ เพียงแค่การมีกฎบัตรอาเซียน  มีวิสัยทัศน์อาเซียน  มีแผนงานที่รัดกุม  หรือมี NGOs ที่เข้มแข็งเท่านั้น หาก “ประชาคม” ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง น่าจะมีองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือประชาชนในภูมิภาค ที่คิดและเชื่อมั่นในพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง  การต่อสู้  การสร้างสรรค์ของตัวเอง  และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทางประวัติศาสตร์  เพื่อเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งและหาหนทางไปสู่ “ประชาคม” ที่เป็นความหวังของสามัญชนได้ในที่สุด

รายการอ้างอิง
1.   C.M. Turnbull, “Regionalism and NAtionalism,” in The Cambridge History of Southeast Asia, Volume Two, Part Two, edited by Nicholas Tarling, Cambridge : Cambridge University Press, 1999, pp 290-291.
2.   ดูเพิ่มเติมข้อวิจารณ์ WTO และ TRIPs ที่ http://www.gpo.or.th/rdi/html/TRIPS_agreement.html และ http://www.ftawatch.org/all/editor/18143
3.   โปรดดู กระทรวงต่างประเทศ, กรมอาเซียน, มารู้จักอาเซียนกันเถอะ, กรุงเทพ : กระทรวงฯ, 2551, น. 7, 9-10, 32-33. และ กระทรวงต่างประเทศ, กรมอาเซียน, บันทึกการเดินทางอาเซียน, กรุงเทพ : กระทรวงฯ, 2552, น. 10-11.
4.   โปรดดู H.E. Rodolfo C Severino, Jr., Secretary-General of ASEAN, ” ASEAN Vision 2020: Challenges and Prospects in the New Millennium,” at the Eighth Southeast Asia Forum, Kuala Lumpur, 15 March 1998. ที่ http://www.asean.org/3424.htm
5.   โปรดดู ” ASEAN  Vision 2020: Challenges and Prospects in the New Millennium”
6.   โปรดดูเอกสาร ASEAN Vision 2020 ที่ http://www.asean.org/1814.htm
7.   โปรดดู ” ASEAN  Vision 2020: Challenges and Prospects in the New Millennium”
8.   โปรดดูเอกสาร ASEAN Vision 2020
9.   โปรดดูเอกสาร “Roadmap for an ASEAN Community 2009-2015″ ที่ http://www.asean.org/publications/RoadmapASEANCommunity.pdf
10.   โปรดดูเอกสาร “แผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน” ที่ http://www.mfa.go.th/asean/asean_web/media/Social_plan.pdf
11.   โปรดดู “เอกสารสรุปสาระสังเขปประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ที่ http://www.mfa.go.th/internet/document/740.doc
12.   โปรดดูเอกสารแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ที่ http://www.mfa.go.th/asean/asean_web/media/ASEAN.pdf
13.   โปรดดู มารู้จักอาเซียนกันเถอะ, น. 4. และ บันทึกการเดินทางอาเซียน, น. 31.
14.   การสร้างประชาคมอาเซียนตามกฎบัตรฯ นี้ ไม่ได้ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรเหนือรัฐเหมือนสหภาพยุโรป และไม่ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตย; โปรดดูเอกสาร “ท่านเคยทราบเกี่ยวกับอาเซียนและกฎบัตรอาเซียนหรือไม่?” ที่ http://www.mfa.go.th/internet/document/3782.doc หรือดูกฎบัตรอาเซียน ที่ http://aseansummit.mfa.go.th/15/thai/PDF/ASEAN_Charter_TH+EN.pdf
15.   ทั้งนี้เพราะประชาธิปไตยเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์และผู้คนที่ต้องใช้ระยะเวลาหลายร้อยปี กว่าที่สังคมยุโรปจะพอรับประชาธิปไตยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้จริง แต่กระนั้นยุโรปเองก็ใช่ว่าจะยอมรับประชาธิปไตยทุกฝ่าย เพราะอย่างน้อยกระแสฝ่ายขวาที่กำลังขึ้นสูงในยุโรปตอนนี้ ก็ดูจะไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าประชาธิปไตยนัก
16.   โปรดดูบทความ “เปิดร่างกฎบัตรอาเซียน (ที่ร่างกัน 10 คนจาก 10 ประเทศอาเซียน)” ที่ http://prachatai.com/journal/2007/11/14763
17.   โปรดดู  มารู้จักอาเซียนกันเถอะ, น. 7, 9-10, 32-33. และ บันทึกการเดินทางอาเซียน, น. 10-11.
18.   จินตนาการทางเศรษฐกิจแบบนี้จึงมักถูกโจมตีจากฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัฒน์ด้วยข้อหาอมตะว่า เป็นระบบทุนนิยมและส่งเสริมวัฒนธรรมบริโภคนิยม โดยเฉพาะกลุ่มต้านทุนนิยมสุดขั้วถึงกับอธิบายว่า ทุนนิยมทำให้ชนบทสูญเสียความบริสุทธิ์  ทำให้คนเห็นแก่ตัว  ทำให้สังคมเสื่อมสลาย ฯลฯ  คนกลุ่มนี้จึงมักมีอาการเหวี่ยงกลับ เช่น มักเสนอให้ปฏิเสธทุนนิยมทั้งระบบและกลับสู่สังคมชาวนา หรือรูปแบบสังคมที่เน้นการพึ่งพาตัวเอง  อย่างไรก็ดีทางเลือกเหล่านี้ก็ไม่ปรากฎคำถามเรื่องการกระจายความมั่งคั่งเช่นกัน  ที่สำคัญคือ การกลับสู่สังคมชาวนา หรือสังคมที่เน้นการพึ่งพา ก็เป็นคนละเรื่องกับการสร้างสังคมให้แข็งแกร่งบนพื้นฐานค่านิยมประชาธิปไตย ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า ข้อวิจารณ์ ตลอดจนแนวพัฒนาทางเลือกเหล่านี้มุ่งตอบโจทย์ความต้องการทางจินตนาการแบบชนชั้นกลาง หรือมุ่งตอบโจทย์ปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชนจริงๆ กันแน่